โลกจะสิ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 จริงหรือ?

planetary-alignment-oct-13-2010-200

 

 

เมื่อดาว 8 ดวงมาเรียงกันสลอนในอีกไม่กี่วันข้างหน้ามีหลายคนเชื่อว่า โลกใบนี้จะแตก แต่นักวิทยาศาสตร์ต่างลงความเห็นว่า โลกใบนี้ยังไม่แตกไม่ดับแน่ๆ

 

planets

แล้วเรื่องราวที่ว่าโลกจะแตกนั้นมาจากไหน?

เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการอ้างถึงดาว Nibiru ที่เป็นดาวเคราะห์ที่ค้นพบและถูกทำนายว่ากำลังมุ่งหน้าชนโลก เป็นภัยพิบัติที่ถูกทำนายครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2003 แต่เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นวันที่ทำนายไว้ คำทำนายก็ย้ายมาทายเอาในเดือนธันวาคม 2012 บังเอิญข้อมูลดันไปเชื่อมโยงกับปลายหนึ่งรอบในปฏิทินมายันโบราณที่ว่าในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 โลกจะดับสิ้น

planetary-alignment

 

ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ เมื่อดาวจะเรียงตัวกัน โลกได้รับผลกระทบเสมอ เป็นผลกระทบจากดาวหางและดาวเคราะห์น้อย ที่ผ่านมาเคยเกิดผลกระทบใหญ่ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ 65 ล้านปี ซึ่งนำไปสู่​​การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์

ตอนนี้นักดาราศาสตร์ของนาซาได้ดำเนินการสำรวจที่เรียกว่าการสำรวจ “ความปลอดภัยทางอวกาศ” ซึ่งจะหาดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ที่มุ่งจะชนโลก แต่ตอนนี้นักดาราศาสตร์ของนาซ่ายังไม่เห็นว่าจะมีดาวเคราะห์น้อยใดเป็นอันตรายกับโลกของเรา  ดังนั้นในเรื่องที่ว่าโลกจะแตก คงไม่ใช่เรื่องที่เราต้องห่วงกันต่อไป สิ่งที่เราคนไทยควรจะห่วงก็คือ ภัยแล้งในปีหน้านั่นเอง

 

giza_alignment

 

 

 

credit photos: http://elenin.paranomalo.us/wp-content/uploads/2012/08/gizacomplex.png

 

อ่านเพิ่มเติม

7 โรงแรมผีสิงที่ขึ้นชื่อจนน่าขนลุกสะพรึงกลัวทั่วโลก

 

ใกล้ถึงวันฮาโลวีนเข้าไปทุกที เลยแวะเอาเรื่องโรงแรมผีที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกมาเล่่าสู่กันฟังในวันหยุดนี้นะคะ

 

โรงแรมผีสิงอันลือลั่นอันดับโลกในที่แห่งนี้ชื่อ Parado de Cardona ตั้งอยู่ในประเทศสเปน  สถานที่แห่งนี้เคยขังลูกสาวขุนนางคาโดนาไว้และหลายคนเชื่อว่าในห้องเบอร์ 712 ที่ซึ่งมีคนเชื่อว่า ยังคงมีวิญญานวนเวียนอยู่ที่นั่น

อ่านเพิ่มเติม

คำนำ “เคล็ดไม่ลับกับเทคนิคสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก”(Einfuehrung in die Technik der Hamburger Schule) 1

คำนำจากผู้เขียน  -Hermann Sporner-

            ในเดือนกรกฎาคม 1978 , Ludwig Rudolph มีความตั้งใจที่จะมอบหมายให้ข้าพเจ้าเผยแพร่ผลงานของอัลเฟรด วิทเทอร์ (Alfred Witte) ในแบบฉบับที่ทำให้ผู้สนใจเบื้องต้นในเรื่องโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายบนขอบเขตความรู้ที่อัลเฟรดได้ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง เพื่อสรุปออกมาให้ชัดเจนโดยผ่านสิ่งพิมพ์ ข้าพเจ้ายินดีที่จะทำหน้าที่นี้อย่างเต็มใจ เพราะตัวข้าพเจ้าเองก็ตกอยู่ในฐานะของผู้ที่เดือดร้อนจากหลักฐานทางด้านเทคนิคและบทความอ้างอิงต่างๆที่ได้รับการยอมรับของอัลเฟรด (Alfred Witte) นั้นมีอยู่อย่างกระจัดกระจายและมีขีดจำกัดในการเข้าใจและเข้าถึงอยู่ไม่น้อยสำหรับผู้ที่เริ่มต้นและผู้เรียนโหราศาสตร์ชั้นสูง

            ดังนั้นข้าพเจ้าเล็งเห็นความสำคัญและพยายามทำตามคำตกลงที่ได้ร้องขอจากทางสำนักพิมพ์ (Ludwig Rudolph) ในเรื่องที่จะเผยแพร่ปัจจัยพื้นฐานและความเข้าใจเบื้องต้นของตำราสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก เพื่อจะได้ตกอยู่ในมือของผู้ที่ปรารถนาตั้งใจพัฒนาวิชาโหราศาสตร์ให้ก้าวหน้าต่อไป อีกทั้งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ของพวกเขาอีกด้วย ข้าพเจ้าหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเผยแพร่ออกไปในเรื่องความรู้หรือเคล็ดลับทางเทคนิคและการใช้เครื่องมือของสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กจะสามารถช่วยผู้อ่าน-ผู้ที่สนใจเข้าถึงโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กได้สะดวกและสามารถยกระดับขึ้นเป็นโหราศาสตร์สมัยใหม่ได้ หนทางแห่งความรู้ที่จะพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในอีกระดับนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็จากท่านผู้อ่านผู้เรียนเทคนิคสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กได้นำไปใช้และทำการทดลองร่วมมือกัน การทำงานค้นคว้าคนเดียวไม่สามารถพาเราไปถึงความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่จะทำให้โหราศาสตร์ฮัมบัวร์กเป็นที่ยอมรับ

             ข้าพเจ้าจำเป็นที่จะต้องกล่าวขอบคุณ คุณ Friedl Schilddorfer จากเวียนนา ที่ทำให้ข้าพเจ้ามายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ เพราะแรงบันดาลใจเมื่อครั้งหนึ่งที่ได้เห็นเธอแสดงข้อคิดเห็นในเชิงวิชาการและวิจารณ์ในเรื่องอักษรโรมันโบราณในที่ห้องประชุม

จากผลงานที่เป็นองค์ความรู้ของอัลเฟรด (Alfred Witte) ที่ได้รับการยอมรับอย่างสากล เราจะเห็นได้ว่ามีผู้แสวงหาความจริงหลายท่านสนใจและศึกษา ข้าพเจ้ากล่าวได้เลยว่าผลงานของอัลเฟรด (Alfred Witte) ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมานั้น สำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กได้บุกเบิกแนวทางโหราศาสตร์สมัยใหม่แก่ชาวโลก แสดงการยกระดับองค์กรความรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผลและแสดงที่มาของคำทำนายที่ตรงประเด็น ตรงเป้าหมาย ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องของเครื่องมือและเทคนิคจากสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กเมื่อเทียบกับโหราศาสตร์แบบดั้งเดิม (tradition astrology) คือ

+ โครงสร้างหรือภาพดาว จาก Alfred Witte

ดาวทรานเนปจูน (ดาวทิพย์) หรือดาวที่ไกลกว่าเนปจูน

= โหราศาสตร์สมัยใหม่

สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ตีพิมพ์ไว้ในหนังสือหน้า 20 ไม่ได้มีเจตนาที่จะโจมตีโหราศาสตร์ดั้งเดิม (Tradition Astrology) แต่อย่างใด ข้าพเจ้าเพียงอธิบายเอาไว้ว่า ทางสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กไม่ได้คิดต่อกรหรือง้างทฤษฎีที่มีมาแต่โบราณ เพียงแต่พวกเราอยากทำงานค้นคว้าและพัฒนาวิชาโหราศาสตร์ภายใต้ทฤษฎีที่สมเหตุสมผลระหว่าง “ความดั้งเดิม และ ความทันสมัย”

อัลเฟรด (Alfred Witte) เองก็ไม่ได้ทำอะไรที่นอกเหนือไปจากการนำเอาความรู้และประสบการณ์จากการบันทึกของปูมโหร (Tradition Astrology) เมื่อร้อยกว่าปีมาพัฒนาใหม่ ไม่ใช่เอาแต่ป้องกันรักษาความรู้เดิมที่ทำกันอยู่ นั่นหมายถึงว่า ทางสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กเองไม่ได้ละเลยเพิกเฉยต่อองค์กรความรู้เดิมที่มีอยู่ เจตนาที่เรามีคือ อยากให้โหราศาสตร์เดิมที่มีก้าวพัฒนาไปอีกในระดับหนึ่ง (อันนี้ปวีณาตีความหมายจากภาษาที่สัมผัสได้ว่าหมายถึงอย่างนั้น)

สำหรับท่านผู้อ่านที่อยากศึกษาโหราศาสตร์เป็นงานอดิเรกนั้น ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าจะทำให้การศึกษาโหราศาสตร์เป็นไปอย่างไม่เหนื่อยยากเพราะความฝืนใจที่จะรีบๆเรียนให้มันจบๆไป แต่หากผู้เรียนเรียนเพื่อความสนุกในเวลาว่างอย่างนั้นแล้วจะเรียนได้ไว เพราะไม่รีบไปไหน อีกอย่างการเรียนโหราศาสตร์มีรายละเอียดมากมาย เราต้องเอาประสบการณ์นำมาเป็นความรู้และต้องสำนึกไว้อยู่เสมอว่า “ประสบการณ์แห่งความรู้จากโหราศาสตร์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับศาสนา และปรัชญา” นอกจากชั่วโมงบิน หรือประสบการณ์จากการสังเกต ทดลอง อดทนและความอุตสาหะ ทำการทดลองแล้วทดลองอีก (และนำการทดลองหรือนำข้อทดสอบจากการทำนายเป็นกรณีศึกษามาเผยแพร่สู่สาธารณะชนอย่างมีขั้นตอน มีที่มาที่ไป) คุณสมบัติเหล่านี้ควรพึงมีในผู้เรียนโหราศาสตร์ที่จริงจัง ส่วนหนทางอื่นที่จะศึกษาให้ได้ผลไวนั้น ”ไม่มี” ที่ผู้เรียนจะไปถึงเป้าหมายได้ นักศึกษาใหม่ส่วนมากนั้นไม่มีความอดทน อยากมาเรียนแค่ให้สำเร็จไวไว ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยเนื่องจากเรื่องที่ควรเรียนเป็นพื้นฐานนั้นมีมากมายที่ต้องข้องเกี่ยวกับศาสตร์อีกหลายแขนง ดังนั้นผู้ที่สนใจโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กจริงๆต้องมั่นใจตัวเองก่อนว่าสามารถครอบครองอารมณ์อดทนได้นานกว่าจะถึงเป้าหมายแห่งองค์ความรู้ มิเช่นนั้นคงเข้าถึงโหราศาสตร์ฮัมบัวรกได้ยาก

ในหนังสือ “เคล็ดไม่ลับกับเทคนิคสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก” (Einfuehrung in die Technik der Hamburger Schule) เล่มนี้ ได้แสดงให้เราเห็นถึงข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญของดาราศาสตร์ การคำนวณต่างๆที่ได้รับการยอมรับจากนักโหราศาสตร์หลายแขนง กระนั้นก็ดียังคงมีเรื่องพิพาทของการเห็นต่างในเรื่องขอบเขตที่ซับซ้อนจากการหนังสือเล่มนี้

สิ่งที่ทำให้นักโหราศาสตร์หรือผู้ที่สนใจโหราศาสตร์ดั้งเดิมสับสนกับเทคนิคของสำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กคือ สิ่งที่สำนักโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กมีแต่ที่อื่นไม่มีได้แก่

  • มีการใช้จานหมุนแบบ 360 องศา (โดย Witte) และ 90 องศาเพื่อเติมเต็มให้สมบูรณ์ (โดย Sieggrun)
  • ใช้สมการ a+b=c+d เป็นภาพดาว (Planetenbildern)ของ พระเคราะห์สนธิ (โดย  Alfred Witte)
  • มีการใช้ “ดาวทิพย์” 8 ดวง (ค้นพบโดย Alfred  Witte และ Sieggrun)
  • มีการใช้ระบบเรือนชะตาพิเศษ (โดย Alfred  Witte) อ่านเพิ่มเติม

ความแตกต่างระหว่างโหราศาสตร์คลาคสิคกับโหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก

Galileo Galilei ได้กล่าวไว้ว่า “ตัวเลข คือตัวอักษรที่พระเป็นเจ้าได้ช่วยเขียนขึ้นมาในจักรวาลนี้ เปรียบได้กับ หนังสือธรรมชาติที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขบันทึกลงอยู่ ธรรมชาติจะเปล่งเป็นภาษาเลข ที่แสดงออกมาในรูปแบบของรูปสามเหลี่ยม วงกลม และรูปสมมาตรอื่นๆในทางคณิตศาสตร์”

เหตุผลหนึ่งที่ Alfred Witte ได้ค้นคว้าวิจัย “เทคนิคสำนักฮัมบูรก์” ขึ้นมาก็เพราะว่าในโหราศาสตร์ดั้งเดิม (Classical Astrology) มีความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาที่ไปในการอ้างอิงไม่เพียงพอ ผลที่ออกมาจึงไม่น่าเชื่อถืออีกทั้งยังมีความไขว้เขว หาบทสรุปที่ลงตัวไม่ได้ในเรื่องของเรือนชะตาต่างๆ รวมทั้งเรื่องจักรราศี เมื่อได้นำเอาหลักเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในทางโหราศาสตร์ ผลที่ออกมา จึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถอ้างอิงเป็นตัวเลข(สมการดาว)หรือสถิติได้

ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า “เทคนิคสำนักฮัมบัวร์ก” นั้นได้ถูกเรียกในหลายๆชื่อ ไม่ว่าจะเป็น “วิตเตอร์เทคนิค” “โหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก” หรือที่นักโหราศาสตร์ในเมืองไทยเรียกกันจนติดปากว่า “ระบบโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยน” หรือ”ยูเรเนี่ยน”นั่นเอง

เทคนิคสำนักฮัมบูรก์ มีเครื่องมือและวิธีการ*ที่แตกต่างจากโหราศาสตร์อื่นดังนี้

1. ใช้ดาวเข้ารูป หรือ พระเคราะห์สนธิ (Planetary Pictures) a+b = c+d

2. ใช้ระบบเรือนชะตา ที่แต่ละเรือนมีขนาดเท่ากันหมดและนำเอาความสัมพันธ์ระหว่างเรือนชะตามาคำนึงถึง โดยการใช้การสะท้อนของเรือนชะตา และเรือนชะตาแรก จะเริ่มที่จุดตุล 0 องศา โดยมิใช่เป็นจุดเมษ 0 องศา

3. การใช้สมการในแบบ Half-sum (a/b=c), Sums (a+b), Differenz (a-b = c-d),  (Sensitive Points) a+b-c = d

4. การใช้ดาวทรานเนปจูน 8 ดวง (หรือทางเมืองไทยเรียกว่า ดาวทิพย์) ซึ่งจะแบ่งแยกออกในรายละเอียดปลีกย่อยออกไปอีก ดาวทั้ง 8 จะเดินโคจรช้า ให้ทั้งคุณและโทษได้นานตามการโคจรของมัน

5. การพิจารณาโค้งอายุและโค้งจร ไปพร้อมๆกับพื้นดวง

6. การใช้จานหมุน(ด้วยมือ) **360 องศา จาน 90 องศา และ 30 องศา

7. การนำสมการทางคณิตศาสตร์เข้ามาใช้ อย่างแบบในข้อ 3. เพื่อนำไปสู่การหาความหมายรูปดาวและตีความให้ได้ถูกต้องมากที่สุด

อ่านเพิ่มเติม

ก่อนจะเป็นนักโหราศาสตร์ มันต้องมีจุดเด่นที่บอกได้!

Behauptung und Beweis in der Astrologie จุดที่บ่งบอกความเป็นนักโหราศาสตร์

เขียนบทความโดย Udo Rudolph

เมื่อนักโหราศาสตร์ลงมือทำงาน เขาจะต้องพิสูจน์และหาเหตุผลในเชิงวิชาการให้พวกนักวิทยาศาสตร์ยอมรับ ฉันเชื่อว่าพวกเราควรมีการตั้งข้อสันนิษฐาน ที่จะทำให้นักวิชาการหันมาสนใจนักโหราศาสตร์เพื่อที่นำไปสู่การพิสูจน์ว่า การตั้งข้อสันนิษฐานภายใต้สมมติฐานนั้นๆมีอยู่จริง

“Sum บ่งบอกถึงแก่นภายใน และHalfsum เป็นสิ่งภายนอก” Hermann Lefeldt เป็นผู้กล่าว

นี่เป็นสมมติฐานที่นาย Lefeldt ได้กล่าวทิ้งไว้ ซึ่งยังไม่ได้มีการพิสูจน์ต่อข้อสมมติฐานนี้ ก่อนหน้านี้สักประมาณ1-2 ปี ฉันได้ค้นหาความหมายที่เกี่ยวพันกันระหว่าง a/b a+b เพื่อที่จะ
ให้วงการโหราศาตร์มีการพัฒนาในแง่ของการปฏิบัติ ซึ่งในจุดนี้ได้มีการพูดถึงเรื่องของ “ความสมดุล” ระหว่าง Sum และ Halfsum หรือจะเป็นในเรื่องของด้านใน-ด้านนอก, ซ้าย-ขวา,
ทั้งสองส่วนเป็นส่วนที่เกี่ยวข้อง เอื้อๆกันอยู่ หรือเราจะเรียกได้ว่า “เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน” หรือ”ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ ก็ยังมีเป็นระดับขั้นต่อๆไปอีกเช่นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในขั้นแรก ชั้นกลางและชั้นปลาย เปรียบเหมือนกับจุด Achsen ในดวงชะตา ที่เราสังเคราะห์ทั้ง
พื้นดวง โค้งอายุและโค้งจรให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน(หากจะตั้งสมมติฐานโดยใช้เพียงโค้งอายุหรือโค้งจร นั่นเป็นสิ่งผิด และคุณจะหลุดจากเป้าหมายทันที) เพราะมันมีความแตกต่างใน
เรื่องของระดับเวลาจากพื้นดวง (Natal)สู่โค้งอายุ(Direction)และจากโค้งอายุถึงโค้งจร(Transit) เราจึงต้องให้ความสำคัญแก่ “การรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” เพราะมันเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการทำงานของนักโหราศาสตร์

เมื่อฉันต้องการหาคำตอบให้ตรงประเด็นกับโจทย์ทุกๆครั้งที่ฉันวิเคราะห์ดวง ฉันจะใช้ภาพดาว(Planeterary)จาก HalfsumและSum เป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการวิเคราะห์จุดการตาย ฉันจะตั้ง MA/SA ,MA/SAv, MA+SA, MA+SAv กลับไปมาให้ครบทั้งสามวง คือทั้ง Natal ,Direction, Trans เพราะหากเราจะหาเพียงแค่ Natal กับ Direction นั่นยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะหาผลลัพธ์

เพื่อที่จะได้คำตอบหรือให้คำตอบกับลูกค้าอย่างตรงประเด็น ดังนั้นในการตั้งสมมติฐานจาก Sum หรือ Halfsum จึงต้องอาศัยกฏเหล็ก”ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ที่มา:Hamburger Hefte III/91 Page 40

ปล. เป็นบทความที่เคยแปลไว้เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009

อ่านเพิ่มเติม

สิ่งเร้าที่มีผลต่อชีวิตเรา

 

 

เมื่อเช้าข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือทางด้านจิตวิทยาจากอเมริกาเล่มหนึ่ง มีเรื่องที่น่าสนใจมากระหว่างพฤติกรรมของมนุษย์กับสิ่งเร้า สิ่งเย้ายวนใจทั้งในหน้าที่การงาน ทั้งในเรื่องกิจวัตรประจำวัน รวมไปถึงพฤติกรรมทางการตลาด จึงอยากเอามาแชร์และเปรียบเทียบกับโหราศาสตร์

สิ่งเร้า-ในยุคนี้ดูเหมือนเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญไปเสียแล้วสำหรับทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอาชีพการงาน หุ้น การพนัน ผลิตภัณฑ์และการตลาดฯลฯ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มนุษย์เรามีปฏิกริยาต่อสิ่งเร้าภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน

มีการวิจัยในเรื่องของสิ่งเร้าโดยเทียบจากการทำการทดลองกับหนูและกับคนกลุ่มเล็กๆในเรื่องของผลตอบแทน(รางวัล) บวกกับข้อมูลในเรื่องจิตวิทยาของคนที่ได้โบนัสในตำแหน่งหน้าที่งานจนได้ข้อสรุปว่า โบนัสของผู้บริหารในที่ๆหนึ่งนั้น ผู้บริหารระดับน้อยจะใช้ความพยายามมากกว่าเพื่อให้ไต่เต้าได้โบนัสสูงกว่าที่ตนได้อยู่หรือแปลได้ว่า งานที่เขาทำจะมีประสิทธิภาพ(คุณภาพ)มากกว่างานที่ได้จากผู้บริหารระดับสูงเพื่อจะได้มีผลงานจนถึงขั้นได้รับเลื่อนขั้นและได้โบนัสเพิ่มตามกระบวนการขั้นตอน ส่วนผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับโบนัสสูงสุดของเพดานผลตอบแทนในองค์กรนั้นๆกลับมีผลงานหรือประสิทธิภาพน้อยกว่าผู้บริหารระดับน้อยกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ อะไรที่เป็นสาเหตุของกระบวนการนี้

คำตอบที่ได้คือ เรื่องของการจ่ายเพื่อแลกให้ได้มาซึ่งระดับของโบนัสที่ต้องการ การจ่ายในที่ว่านี้คือ การจ่ายด้วยผลงาน ความขยันและความใส่ใจ เราจะเห็นได้ว่าทำไมในบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆจึงมีโบนัสมาล่อพนักงานโดยแบ่งเป็นระดับต่างๆกัน คนที่มีอายุงานมากบวกกับความขยันและมีผลงานดีๆมากๆให้แก่องค์กร จะได้เลื่อนขั้นแถมโบนัสจูงใจ(เร้าใจ)ในแต่ละปี หากใครไร้ผลงานก็อดเลื่อนขั้นหรือได้แค่เงินเดือนเพิ่มนิ๊ดหน่อยตามกฏขององค์กรนั้นๆ

สิ่งเร้าที่ได้เป็นโบนัสไม่ได้การันตีว่า ยิ่งให้สูงๆแล้วผลงานจะสูงตามด้วยเสมอไป เพราะจากการทดลองทำให้เราเห็นได้จากกราฟเลยว่า ความกระตือรือร้น(เมื่อดูจากผลงาน)ของผู้ที่ได้โบนัส3 ระดับ ให้ผลต่างกัน ระดับที่ดีที่สุดสำหรับทุกองค์กรคือ กลุ่มคนที่ได้รับโบนัสระดับต่ำเริ่มเข้าสู่ระดับกลาง กลุ่มคนพวกนี้จะทำเงินและผลงานให้แก่องค์กรได้มากกว่ากลุ่มคนที่ได้รับโบนัสระดับสูง จึงเห็นได้ว่าตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูงนั้นมีจำนวนน้อยและจำกัดมาก ใครที่ได้รับโบนัสสูงก็ขึ้นอยู่กับอายุ(คนและผลงาน) เมื่อถึงเวลาเกษียณก็จะมีคนมารับตำแหน่งต่อจากตัวเองเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

ในเรื่องของการพนัน เป็นสิ่งเร้าที่ไม่ต้องจ่าย(โดยใช้ความสามารถ)จึงไม่มีเพดานต่อความตะเกียกตะกายและความโลภ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเงินรางวัล หลายคนแม้จะรู้ว่าเสี่ยงสูญเสียเงินมีมากกว่าจะได้รับเงิน แต่การพนันก็ยังเป็นแรงจูงใจที่นิยมกันมาจากในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ลองเปรียบเทียบดูจากตัวเราง่ายๆเช่น หากเราซื้อล็อตโต้มาเดือนละ 1 ใบ ภายในกี่เดือนกว่าเราจะได้รับรางวัลจากฉลาก และบ่อยครั้งที่รางวัล(เมื่อยามถูกเบอร์)หักลบกับจำนวนเงินที่ซื้อเสี่ยงสะสมมา เรายังขาดทุนมากกว่าเสียอีก แต่ความรู้สึกที่เราได้รับจากการถูกรางวัลโดยที่ไม่ต้องทำงานนั้นมีมูลค่ามหาศาล

 

 

 

สำหรับโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กดาวที่เป็นสิ่งเร้าคือดาว อังคาร ยูเรนัส เซอุส วัลคานุส ส่วนการตอบสนอง(ปรับตัว)ต่อสิ่งเร้าของมนุษย์เราเทียบได้กับดาว พุธ พลูโต โครโนส โพไซดอน สิ่งเหล่านี้ล้วนบอกแนวโน้มออกมาจากพื้นดวง ช่วงอายุขัยและเวลาของอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้เช่นกัน

การปรับตัว(ตอบสนอง)ต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาในชีวิต อันนี้ทางโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กเน้นและให้ความสำคัญไว้มาก เพราะมันส่อถึงปัจจุบันและอนาคตของเราได้ คุณเองก็ต้องเจอสิ่งเร้า ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในช่วงอายุใดอายุหนึ่ง(หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง)เช่นกันค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ราศีบอกอาชีพที่เหมาะสมกับเราได้แค่ไหน?

10% ของชีวิตคือ สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับคุณ ส่วนที่เหลืออีก 90%คือ สิ่งที่คุณตอบสนองมัน

หากจะแปลคำกล่าวอ้างที่ว่านี้ สำหรับนักโหราศาสตร์แนววิทยาศาสตร์ก็ไม่ผิดนัก เพราะร่องรอยจากทฤษฎีคลื่นดาวที่ส่งมายังจักรวาลนี้ มีอิทธิพลบางส่วนต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างเราๆท่านๆทั้งในด้านลักษณะนิสัย การตัดสินใจยันไปถึงในเรื่องพฤติกรรม(หรือการกระทำ)ในการเอาชีวิตให้อยู่รอดนั้น อย่างที่คนทั่วไปพอทราบอย่างคร่าวๆเช่น ในเรื่องของราศีที่มีผลต่อพฤติกรรมและส่อแววในเรื่องของลักษณะงาน(อาชีพ)

ตัวอย่างง่ายๆที่ข้าพเจ้าได้อ่านเจอและสามารถนำมาหยิบยกให้เห็นว่า มีผู้ทำการค้นคว้าทำวิจัยในเรื่องของราศีต่ออาชีพในอดีต(สมัยหนึ่ง)ว่า คนที่เกิดในราศีเมถุน (เกิดในช่วงระหว่างวันที่ 21 พฤษภา – 21 มิถุนา) และราศีกันย์ (เกิดในช่วงระหว่างวันที่ 23 สิงหา- 22 กันยา)นั้นครองอาชีพเลขามากที่สุดและรองลงมาคือ ราศีตุลย์ รามีนและแมงป่อง ดูได้จากกราฟ

และราศี(sun sign) ในแต่ละอาชีพ ที่ทำการจดบันทึกเอาไว้เรียบเรียงได้ดังตารางนี้

แม้ในปัจจุบันอาชีพต่างๆจะเปลี่ยนแปลงและมีเพิ่มขึ้นใหม่ตามยุคสมัย แต่ข้อมูลในเรื่องราศีที่ได้จดบันทึกไว้ก็มีประโยชน์ในการทำวิจัยต่อไป นอกเหนือจากราศีแล้วยังมีเรื่องของลัคนา จิตวิญญาน (จุดเจ้าชะตาต่างๆ)และดาวทรานเนปจูนอีก8 ดวงฯลฯ

สิ่งที่ทำให้ชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน คงไม่ใช่เพียงแค่ราศีเท่านั้น เรื่องนี้นักโหราศาสตร์รู้กันอยู่เต็มอก เพียงแต่จะเสนอออกมาในรูปแบบไหน อยากสื่อสารหรือขายอะไรเท่านั้น ที่สำคัญกว่าราศีคือ ตัวเรานั่นเอง เพราะ 90% ที่เหลืออยู่ที่เราปรุงแต่งที่ออกมาในรูปของการตอบสนองล้วนๆ

ส่วนโหราศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษาในเรื่องของเวลา บ่งบอกเราได้ว่า เมื่อไหร่ที่เราควรปรับตัว เมื่อไหร่ที่เราควรยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การหนีหรือหลบปัญหาด้วยการบูชาหรือทำพิธีให้สิ่งนั้นหลีกหนีไกล เพราะสัจธรรมคือ ทุกอย่างล้วนเป็นวัฎจักร รอให้เรายอมรับมันอย่างทุกข์น้อยที่สุดเท่านั้นค่ะ

 

ที่มาจากหนังสือ

Astrology Considerations; Martin Peochota, “Let’s consider”, page 94

อ่านเพิ่มเติม

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 3,157 other followers