ไว้ใจ วางใจ เชื่อใจ

  “Self-trust is the first secret of success.” -Ralph Waldo Emerson

   ความลับสิ่งแรกของความสำเร็จคือ การไว้ใจตนเอง

เรื่องการไว้ใจเป็นสิ่งแรกของความสำเร็จทุกอย่าง หลายคนไม่เคยสงสัย ไม่อยากสงสัย แต่เราปฎิเสธไม่ได้ว่าในทุกกิจกรรมของชีวิต หากเราไม่มีเรื่อง”ไว้ใจ” งานหรือกิจกรรมต่างๆจะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ตามทิศทางที่มันควรจะเป็น คนที่ไว้วางใจใครไม่ได้คือ คนที่ไม่ไว้ใจตัวเอง

มีมนุษย์หลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จกับมนุษย์ด้วยกันเอง มีแต่ความผิดหวังเพราะความสงสัยในกันและกัน ซึ่งเป็นศัตรูของการพัฒนาทางด้านทัศนคติทั้งในเรื่องงาน สังคมและเรื่องส่วนตัว “ความสงสัย”เป็นเรื่องดีกับความรู้กับสิ่งของ สำหรับเด็ก”ความสงสัย”เป็นโล่ชนิดหนึ่งป้องการบาดเจ็บจากเหตุการณ์เก่าๆหรือเหตุการณ์ร้ายๆ บางคนสร้างมันขึ้นมาเป็นอาวุธ บางคนสร้างมันขึ้นมาเพื่อต่อยอดความรู้

“หากเราไม่คาดหวังกับมัน ยามเราผิดหวังกับมันมากๆเราจะไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย” ก่อนที่เราจะไว้ใจคนอื่น เราต้องไว้ใจตนเองเสียก่อน กระบวนการ”ไว้ใจ-วางใจ-เชื่อใจ” เป็นองค์ประกอบปลีกย่อยในความสำเร็จของทุกวงการ ทั้งในเรื่องส่วนตัวหรือเชิงพาณิชย์ หากคนเราไม่ไว้ใจตัวเองก็ยากที่จะไว้ใจคนอื่น เมื่อไม่ไว้ใจก็วางใจลงไม่ได้ เราจะเหนื่อยใจ เนื่องจากไม่ไว้ใจก็มีแต่ความระแวง พอระแวงแล้วก็ต้องลงมือทำเอง ขายเอง บริการเอง แก้ปัญหาเอง ไม่มีธุรกิจใหญ่ๆที่ไหนหรือกิจกรรมยิ่งใหญ่ใดๆที่จะทำงานโดยมีบุคคลเดียวได้ตลอดเวลา เราต่างต้องพึ่งพาอาศัยในกันและกันทั้งสิ้น หากเราคิดอยากจะทำงานเดี่ยว เราจะเหนื่อยเพิ่มเป็นพิเศษ เพราะความไม่ไว้ใจใคร เลยไม่วางใจใครรวมไปถึงไม่ยอมเชื่อใจใครด้วย ความคิดเช่นนี้ นอกจากจะทำให้เรามีสุขภาพที่แย่แล้ว ทัศนคติที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงบนโลกก็แคบไปด้วย มีแต่เหนื่อยกายและใจเพิ่มขึ้นทุกวัน

ในเรื่องของความเชื่อใจนักจิตวิทยาเขาแบ่งไว้ได้ 2ประเภทดังนี้คือ

  1. คนที่เชื่อใจตัวเองและเชื่อใจในความสามารถของตน
  2. คนที่เชื่อใจผู้อื่น
เมื่อเราเชื่อใจตัวเองว่ามีความสามารถ ในยามเจอปัญหาเราจะเชื่อมั่นว่าเรามีความสามารถที่จะรับมือกับปัญหาที่จะมาถึงได้แน่นอน เรามีความเชื่อมั่นที่จะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดกับชีวิตเรา เนื่องจากเราไว้ใจ เชือใจตัวเอง
เด็กเรียนรู้ในเรื่อง”ความสงสัย”ที่มีผลต่อความไว้วางใจหรือเชื่อใจอย่างไร? ทางจิตวิทยากล่าวว่า มนุษย์เราทุกคนมีการพัฒนาทัศนคติพื้นฐานในการคัดกรองความไว้วางใจโดยใช้ประสบการณ์จากอดีต(ดี-เลว,ชิน-ไม่ชิน)เป็นตัวตัดสินในเรื่องการเชื่อใจ-ไว้ใจ เด็กเล็กๆจะไว้ใจสิ่งรอบตัวที่อาจเป็นคน สัตว์หรือสิ่งของจากประสบการณ์ในอดีตที่เรียนรู้มา(หากชิน หากคุ้นเคยจะไม่กลัวไม่ร้องไห้) ที่เด็กเล็กๆร้องไห้เพราะเกิดจากความผิดหวังนั่นเอง และยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่เป็นเหตุทำให้เด็กกลัวและไม่ยอมไว้ใจ-เชื่อใจเช่นเหตุการณ์ดั่งต่อไปนี้
  • ในขณะที่เขาต้องการความช่วยเหลือกลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ไว้ใจที่จะอยู่คนเดียว
  • เมื่อพ่อแม่สัญญาอะไรกับเด็กและไม่สามารถทำตามนั้นได้เช่น การหลอกรับปากเพื่อตัดความรำคาญ สิ่งนั้นจะทำให้เด็กไม่ไว้ใจใครง่ายๆ
  • เมื่อพ่อแม่สร้างความหวังให้เด็กมีความต้องการสูงแต่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้
  • เมื่อพ่อแม่ติเตียน(วิจารณ์)เด็กบ่อยเกินไป ทางจิตวิทยาเขาถึงให้ชมเด็กบ้าง(แต่อย่ามากเกินไปเช่นกันค่ะ)
  • เมื่อพ่อแม่เอาชนะเด็กด้วยคำพูด คำด่าหรือตบตีอย่างไร้เหตุผลสมควร
  • เมื่อพ่อแม่ปกป้อง สงวนลูกเกินไปจะทำให้เด็กไม่ไว้ใจตนเองได้ง่าย เพราะรอคอยให้พ่อแม่มาปกป้องฝ่ายเดียว
  • เมื่อพ่อแม่มาระบายอารมณ์ไว้กับเด็ก เด็กจะติดค้างอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น
  • เมื่อเด็กถูกปล่อยไว้ในสถานการณ์ไร้การช่วยเหลือเช่น พ่อหรือแม่ที่หย่าร้าง หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต และส่งลูกไว้ที่โรงเรียนประจำเพราะไม่พร้อมทั้งเงินทองและเวลาดูแล
และในสถานการณ์ที่กล่าวมาเหล่านั้นแหล่ะที่จะทำให้เด็กมีศักยภาพต่ำในการไว้ใจตัวเอง เพื่อนมนุษย์และสังคมโลกภายนอก
ตำราทางโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กนั้นบอกว่า ในพื้นดวงของแต่ละคนจะมีจุดบอกถึงความกลัว ความกล้าโดยวัดจากราศี มุมองศาของดาวพื้นดวง สิ่งแวดล้อมของเจ้าชะตา ความคิด จิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้สามารถคาดคะเนในอดีตที่ผ่านมาได้ว่า บุคคลผู้นั้นเกิดมาจากสิ่งแวดล้อมที่พร้อมหรือขาดแคลน จิตวิญญาณมีความสมบูรณ์แค่ไหน หวั่นไหวกับสิ่งแวดล้อมเพียงใด หากมีเหตุการณ์ร้ายๆเข้ามาในชีวิตของคนผู้นั้น เขามีศักยภาพในการรับมือกับปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม
หากคุณไม่มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ แต่คุณสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติตนเองต่อโลกและผู้คนภายนอกได้ใหม่ ปัญหาที่มีไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่เราไม่จับมันใส่ค่า ว่ามันคือ”ปัญหา” อะไรๆก็ง่ายดายบนโลกใบนี้ คนเราเมื่อไว้ใจตัวเองแล้ว เราจะไว้ใจคนที่เรามอบหมายงานให้ เพราะมนุษย์มีสัญชาติญาณที่พิเศษอย่างนึงในการคัดสรรหรือเลือกคน คนที่เราไว้ใจย่อมผ่านกระบวนการทางจิตว่าเป็นคนที่เหมาะสมในงานแต่ละงานแค่ไหนและอย่างไรภายใต้เงื่อนไขของกาลเวลา

กระบวนการทางจิตในด้านการคัดเลือกของแต่ละคนมีคุณภาพได้มาตรฐานไม่เท่ากันนะคะ ขึ้นอยู่กับการไว้ใจตัวเองมีมากแแค่ไหน หากเราไว้ใจตัวเองว่าเราเลือกคนไม่ผิด เราก็ประสบความสำเร็จในบันไดขั้นแรกไปแล้ว ดังนั้นคนที่ไม่เคยไว้ใจตัวเองย่อมไม่ไว้ใจคนอื่นเช่นกันค่ะ

ลองถามตัวเองเบาๆว่า ขณะนี้เราไว้ใจตัวเองมากแค่ไหน และเราไว้ใจเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง คนรักอย่างไรและเท่าไหร่คะ?

Read more

พอเพียง (Genug)

Wem genug zu wenig ist, dem ist nichts genug. (Epikur)

                                       ผู้ที่มีความพอต่ำ จะเป็นผู้ที่ยังไม่พอ

Read more

การเลือก ชี้ได้ถึงอดีต ปัจจุบันและอนาคต

 

การเลือก นั้นเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา ที่อาจทำให้เราประสพความสำเร็จหรือประสพความล้มเหลวได้ทั้งนั้น เพราะการเลือกตัดสินใจอะไรสักอย่างย่อมมีผลกระทบไม่ดีก็ต้องเสีย ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเราเลือกถูก สิ่งที่ถูกและดีจะตามมา แต่หากเราเลือกผิด สิ่งที่ผิดก็จะตามมาเช่นกัน

คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานส่วนมาก ล้วนเกิดมาจากการเลือกที่ถูกต้อง ถูกตั้งแต่การเลือกเรียน ถูกตั้งแต่การเลือกสถาบัน ถูกตั้งแต่การเลือกเจ้านาย-เพื่อนร่วมงานและถูกตั้งแต่การเลือกคู่ครอง แต่จะมีสักกี่คนที่ประสบความสำเร็จในทุกๆด้านเช่น ด้านการศึกษา ด้านอาชีพการงาน ด้านการเงินและด้านความรัก

สมการที่บอกเราได้จากความสำเร็จของคนเหล่านั้น(Steve Jobs, Bill Gates)คือ “การรักในสิ่งที่ชอบและทำในสิ่งที่ตัวถนัด” ผู้เขียนเคยถามฝรั่งบางคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องงานและอาชีพ(เขาตอบว่าเขาไม่ได้ชอบในสิ่งที่เขาทำ แต่ที่เขาทำเพราะเขาชำนาญกับงานด้านนั้นมาตั้งแต่หนุ่มๆ จนไม่สามารถไปเริ่มหยิบจับกับงานอื่นได้อีกเนื่องจากไม่อยากเริ่มต้นใหม่ในยามแก่)

มีผู้คนไม่น้อยในประเทศไทยที่ยังหาสิ่งที่ตนรักและชอบไม่เจอ เนื่องจากชอบตามๆเขากันมาแต่เด็ก พ่อแม่วางเส้นทางชีวิตมาให้ตั้งแต่เกิด เข้าโรงเรียน-มหาวิทยาลัยไปจนถึงการหาคู่ครอง เมื่อให้เขาหาสิ่งที่ตนเองชอบ เขาจึงหาไม่เคยเจอ เพราะพ่อแม่อยากให้ทำ อยากสานต่อเจตนารมณ์ของพ่อแม่ แล้วคุณล่ะ หาสิ่งที่ตัวเองชอบหรือรักเจอหรือยัง

การทำสิ่งในที่เรารักหรือชอบนั้นมีผลดีกว่าการทำงานในสิ่งที่เราถนัด เนื่องจากเราสามารถทนกับมันหรืออยู่กับมันได้นานและไม่มีเบื่อ มนุษย์งานนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. มนุษย์ที่ทำงานทน 2. มนุษย์ที่ทนทำงาน

ปกติแล้วมนุษย์เราเมื่อทำงานในช่วง 3เดือนแรก เราจะมีความตื่นเต้นและอยากเรียนรู้กับงาน กับผู้คน หัวหน้า-เพื่อนร่วมทาง เส้นทางการเดินทาง แต่หลังจากที่เราทำงานในที่แห่งนั้นไปได้ในปีที่ 10 เราจะรู้สึกเริ่มเบื่อกับงาน แทบไม่อยากลุกจากที่นอนเพื่อไปอาบน้ำและเตรียมตัวไปทำงาน เจ้าเส้นทาง-เพื่อนร่วมงาน-หน้าที่งานที่เหล่านี้ที่เราเคยตื้นเต้น มันไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว เราเริ่มเบื่อเพราะเราชินกับมัน เรารู้ว่าเมื่อเราเข้าไปถึงแล้วบรรยากาศในที่ทำงานจะเป็นอย่างไร โต๊ะจะอยู่ทางซ้ายทางขวา หัวหน้าจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้ว่างานเราผิดพลาด สิ่งเหล่านี้คือความเคยชิน มนุษย์งานที่อยู่ในประเภทแรกคือ มนุษย์ที่ทำงานทน  มนุษย์ประเภทนี้ มีความชอบในเนื้องาน ใส่ใจกในงานมากกว่าผลตอบแทนมากกว่าความงี่เง่าของเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านาย สนุกและมีความสุขกับงาน(หรือทุกข์กับงานนั้นๆน้อยกว่างานอื่นที่เคยทำมา) ดังนั้นมนุษย์พวกนี้จึงมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานสูงมากกว่ามนุษย์ประเภทที่สองคือ มนุษย์ที่ทนทำงาน  เป็นมนุษย์ที่ไม่ได้ชอบงานแบบฝังลึกในจิตใจ ไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นหรือตกหลุมรักมันตั้งแต่แรกเห็น แต่ต้องจับพลัดจับพลูมาทำงานเนื่องจากสาเหตุทางด้านผลตอบแทน-ใกล้บ้าน-ญาติฝากเข้างานให้-อยากโก้เก๋-เพือนชวนทำงานที่เดียวกัน-อยากมีความมั่นคง-มีภาระที่ต้องรับผิดชอบและเหตุผลอื่นที่นอกเหนือจากการทำงานที่เขารัก แม้พวกเขาจะเบื่อในเรื่องงานแต่ก็ไม่ยอมลาออกก็เพราะเงินเดือนสูงหรือผลตอบแทนดีหรือได้เพื่อนร่วมงานดี เป็นสาเหตุให้สามารถทนทำงานต่อไปได้ พวกเขาเหล่านี้จะไม่ทุ่มเทกายใจให้กับองค์กรมากเหมือนมนุษย์ประเภทที่หนึ่ง เมื่อไม่ทุ่มเทความใส่ใจ ความก้าวหน้าก็ไม่เคลื่อนไหว สุดท้ายก็อยู่ในตำแหน่งเดิมหรือได้ตำแหน่งไปตามน้ำเท่านั้น

องค์กรที่ดีที่เจ๋งเขาก็อยากได้บุคคลากรที่ดีที่เจ๋งมาร่วมงาน เจ้านายที่เก่งก็อยากได้ลูกน้องที่เก่ง เพื่อนร่วมทีมที่เก่งก็อยากได้คนเก่งไปร่วมทีม คนรวยก็ย่อมอยากครองคู่กับคนรวย ไม่มีใครบนโลกนี้ไม่อยากได้ของดีหรือคนเก่ง แม้กระทั่งตัวเราเองเราก็อยากมีเพื่อนที่ดี เพื่อนเก่ง(เอาไว้อวดบารมี) เราอยากมีครอบครัวที่มั่นคง(ผู้นำหรือผู้ตามที่เก่ง) ในขณะที่เราอยากได้ของดีหรือคนเก่ง บางทีเราลืมมองดูความเหมาะสมตนเองไป ลืมมองดูศักยภาพของตนเองในปัจจุบันว่าเหมาะสมไหม ของดีบางอย่างไม่เหมาะกับเราเช่น เครื่องบินส่วนตัวนั้นดี แต่หากเรามีไว้ครอบครองเมื่อเรายังไม่พร้อมในเรืองที่จอด ค่าดูแลรักษา แทนที่จะเหมาะ อาจจะได้จอดแหม่ะไว้ในป่าละเมาะก็เป็นได้

ทุกอย่างบนโลกที่ใครๆว่าดี อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับเรา ดังนั้นสิ่งที่ดี-แย่จึงไม่มีสมการตายตัวใด ที่จะบอกเราได้ว่าอย่างไหนที่เหมาะ อย่างไหนที่ไม่เหมาะ ตัวของเราเองเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า “เหมาะคือตรงไหน” การที่เราจะหาสิ่งที่เราชอบนั้นจึงไมใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป(ผู้เขียนขอเอาใจช่วยนะคะ หามันให้เจอไวไว)

ในทางโหราศาสตร์เยอรมันคนที่มีดาวพุธ ดาวอังคาร ทำมุมดีกับดาวเซอุส อพอลลอน จูปิเตอร์หรือทำมุมถึงจุดเจ้าชะตา(MC, AS)หรือมีดาวดีๆที่ทำมุมองศาเด่น ความเป็นไปได้ในเรื่องหน้าที่การงานและความก้าวหน้าในเรื่องอาชีพสำหรับบุคคลผู้นั้นจะมีสูง ส่วนความสำเร็จอย่างล้นหลามหรือแผ่วเบาในชีวิตขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและตั้งใจของบุคคลผู้นั้นเอง เพราะนักโหราศาสาตร์ทำได้เพียงอ่านเส้นทางในแผนที่และบอกว่าตั๋วของแต่ละคนได้ไปถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไหร่และช่วงไหนที่เหมาะสม ส่วนตัวเจ้าของดวงจะได้เดินทางอย่างไรแบบไหนกับใคร เดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัว เครื่องบินส่วนรวม นั่งชั้นประหยัดหรือนั่งชั้นเฟริส์คลาส หรือเดินทางด้วยรถหรือเรือ เขาเหล่านั้นเป็นผู้กำหนดหรือหาวิธีเดินทางด้วยตัวเองโดยเลือกเส้นทางการคมนาคมไปยังจุดหมายปลายทางจากความพร้อมทางด้านการเงิน-เวลาหรือพร้อมที่จะไปด้วยเต็มใจในขณะช่วงอายุนั้นๆ

ทุกชีวิต(ส่วนมาก)เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนรวม มีจุดหมายปลายทางเดียวกับผู้ที่ร่วมเดินทาง(คือความสำเร็จในชีวิต) แต่ระหว่างทางก่อนถึงจุดหมายปลายทาง กลับเจอเพื่อนร่วมทาง(รอบข้าง)ที่แย่เช่น เสียงลูกร้องดัง แหกปากร้องทั้งคืน-เสียงกรน-พูดคุยเสียงดัง-ลุกเดินเข้าห้องน้ำบ่อย-มีกลิ่นตัวแรง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราเลือกไม่ได้เพราะเราไม่ได้กำหนดเอง แต่เป็นเพราะอะไรบางอย่างในจักรวาลนี้กำหนด บางคนเรียกว่าพระเจ้า บางคนเรียกว่าชะตากรรม บางคนเรียกว่าดวง ชีวิตบางคนโชคดีหน่อยได้เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว ไปโดยไม่ต้องเจอเพื่อนร่วมทางแย่ๆ อันนั้นเราเรียกเขาว่า”โชคดี”

เราจะทราบได้อย่างไรว่ากัปตันที่ขับเครื่องบินจะนำเครื่องบินที่เรานั่งลงอย่างปลอดภัยถึงที่หมาย เครื่องไม่โหม่งพื้นก่อน? ในเรื่องงาน เรื่องการกระทำที่เราว่าเรากำหนดได้ แต่กับทุกๆเรื่องๆที่เราต้องเข้าไปข้องเกี่ยวหรือต้องพึงพาคนอื่น เรากำหนดไม่ได้ บางครั้งเราต้องเข้าใจในเรื่องเวลา (astro) เพราะเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ไม่หมดในทุกๆเรื่อง เอาเป็นว่าชีวิตพวกเราทุกคนถูกผูกกับเวลามาตั้งแต่เกิด หากเราโชคดี การเดินทางของเราก็ราบรื่น หากเราโชคไม่ดี การเดินทางของเราจะติดขัด บางทีเครื่องตกก่อนที่จะไปถึง เป็น-ตายแทบไม่ต่างกัน

การเลือกหรือการตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสม คือไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากสัญชาตญาณคุณดีคุณก็ตัดสินใจได้ดีและจะถึงจุดหมายปลายทางตามเวลาอย่างที่ตนเองกำหนดไว้ได้(คือการตั้งเป้าหมายไว้ถูกตั้งแต่แรก) แต่หากคุณขาดสิ่งนั้น การศึกษาในเรื่องโหราศาสตร์ช่วยได้มากในเรื่องของการตัดสินใจ และถ้าคุณไม่มีความรู้ทางด้านนี้ จงอาศัยความรู้สึกที่เรียกร้องอยู่ภายในค่ะ แต่ไม่ว่าคุณจะเดินทางหรือหยุดอยู่กับที่ ชีวิตคุณก็ถูกผูกติดกับเวลา หากคุณไม่ตัดสินใจเลือกเองในวันนี้ คนอื่นก็จะตัดสินใจเลือกให้คุณเช่นกัน

จงอย่ากลัวที่จะตัดสินใจ จงกลัวที่เราตัดสินใจช้าเกินไป หากคุณจะรีบตัดสินใจ ก็จง”รีบอย่างช้าๆ”นะคะ ทำอยู่บนความเหมาะสม โชคดีค่ะ

 

Read more

ทุกข์-สุขนั้นอยู่ที่ใจ เกี่ยวกับดาวพุธอย่างไร?

ในเรื่องของการตัดสินใจ(ความคิดและการสื่อสาร) เราต้องยกให้ดาวพุธ ดาวพุธนั้นมีความสำคัญเท่าๆกับดาวดวงอื่น  ทางโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กได้อธิบายไว้ในเรื่องของคุณสมบัติหรืออิทธิพลของดาวพุธไว้มากมาย สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการโหราศาสตร์อาจยังนึกภาพไม่ออกนะคะ

ในแต่ละราศีเช่น ราศีเมษ ราศีพฤษ ราศีเมถุน ราศีกรกฏ-สิงห์-กันย์-ตุลย์-พฤศจิ-ตุลย์-ธนู จะมีดาวซึ่งเป็นเจ้าครองราศีอยู่(ในทางโหราศาสตร์เรียกว่า Ruler) เปรียบได้เหมือนกับเจ้าของคอนโด,เจ้าของบ้านที่เราไปอยู่อาศัยหรือเช่าอยู่ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อผู้อยู่อาศัยอย่างน้อยก็ในเรื่องการเรียกค่าเช่า ซึ่งเมื่อเราเป็นผู้เช่าเราก็ต้องทำตามใต้เงื่อนไขกฏเกณฑ์ที่เจ้าของบ้านนั้นกำหนดใช่ไหมคะ ซึ่งกฎเกณฑ์ที่เจ้าของบ้านกำหนดล้วนมีความแตกต่างกันออกไปไม่เท่ากัน ค่าเช่านี่แหล่ะที่เราเปรียบได้กับอิทธิพลของดาวนั้นๆที่มาครองราศี

คราวนี้มาเข้าเรื่องของดาวพุธที่เป็นเจ้าของบ้านเช่า ดาวพุธเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดที่ปล่อยให้เช่าอยู่ 2ที่ หรือใช้ภาษาทางโหราศาสตร์ว่าเป็นเจ้าครองราศีกันย์และราศีเมถุนอยู่ ดังนั้นคนที่เกิดใน2ราศีนี้ จึงมีลักษณะนิสัยของความเป็นนักคิด ชอบคิด นักวิเคราะห์ นักสื่อสาร(media) นักขีดๆเขียนๆเด่นมากกว่าราศีอื่นๆ (อันที่จริงยังมีส่วนประกอบอื่นๆอีกมากมายตามหลักการของโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กอย่างเช่น มุมองศา จุดเจ้าชะตา Halfsum Sum และอื่นๆเป็นต้น)

ผู้เขียนจะขอเปรียบเทียบอย่างง่ายๆให้เห็นภาพว่า ในแง่อนาคตของงานหรือวงการอุตสาหกรรมหรือองค์กรใหญ่บนโลกและในมุมมองชีวิตเราเอง ดาวพุธมันมีส่วนสำคัญแค่ไหนหรืออย่างไรบ้างดังนี้ค่ะ

  1. ด้านความมั่งคั่ง    หน้าที่การงาน ธุรกิจ การลงทุนและความสำเร็จทางด้านการค้าขายทุกอย่าง ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพการตัดสินใจ ในวงการธุรกิจจะต้องคิดคำนวณอยู่ทุกวันว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจได้กำไรสูงสุดและขาดทุนน้อยที่สุด เขาจึงบอกกันว่า “การตัดสินใจที่ดี(ถูกต้อง) = ยอดคงเหลือในบัญชีที่สูง”
  2. ด้านสุขภาพ  ร่างกาย,จิตใจและอารมณ์ สามสิ่งนี้เราไม่สามารถแยกออกจากโครงสร้างทางเลือกที่เราตัดสินใจได้ เมื่อเราตัดสินใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดผิดพลาด-ในเรื่องชีวิต, ความรักและธุรกิจ ย่อมมีผลต่อสิ่งทั้ง3 ไม่มากก็น้อย ในแต่ละชั่วโมงของวัน ชะตาชีวิตเราขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทั้งนั้น หากการตัดสินใจเลือกของเราบกพร่อง อนาคตเราย่อมบกพร่องตามไปด้วย      ”เลือกผิด = สุขภาพแย่”
  3. ด้านการผลิต(ธุรกิจ) ความน่าจะเป็น, ทางเลือก, กลยุทธ์, ชั้นเชิง, เส้นทาง, เครือข่ายและสิ่งแวดล้อม ล้วนแล้วแต่เกิดจากผลพวงของกระบวนความคิดและตัดสินใจของมนุษย์เรา จึงออกมาเป็นผลลัพธ์ ดังนั้นจะเปรียบว่า   “ยุทธ์ศาสตร์ไว = ผลผลิตไว” ก็ไม่ผิดนัก
  4. ด้านความปลอดภัย ทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน กล่าวว่า การเจริญเติบโตและการอยู่รอดนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในช่วงของเวลา หากคุณไม่ตัดสินใจเอง คนอื่นก็จะตัดสินใจให้คุณ และพวกเขาเหล่านั้นหรือองค์กรเหล่านั้น เขาก็ไม่ได้ตัดสินใจไปได้ดีกว่าคุณ   “ไตร่ตรองนาน = ปลอดภัยยั่งยืน”

บนโลกเราใบนี้ หากไม่มีนัดคิด เราคงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆอย่าง เครื่องมือสื่อสารอย่าง smart phone การคมนาคมเช่น เครื่องบิน รถไฟฟ้าหรือรถยนต์ เห็นไหมคะว่าดาวพุธนั้นมีความสำคัญมากในทุกๆเรื่องของชีวิตเลยค่ะ หากใครที่มีดาวพุธในพื้นดวงเด่นบวกกับความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในปัจจุบัน ความสำเร็จของชีวิตอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ

 

Read more

นิวมูน 21เมษายน 2555

พรุ่งนี้แล้วค่ะที่จะเป็นวันเดือนดับ(นิวมูน) ก็เป็นวันปรากฏการณ์ตามธรรมชาติในแต่ละเดือนที่จะมี 1วันแบบนี้ โรงเรียนโหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก ผู้เป็นต้นตำรับโหราศาสตร์ยูเรเนียนนั้น นิยมใช้ตั้งดวงเจ้าชะตาในวันเดือนดับ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการดูเหตุการณ์ในช่วง 1 เดือนนั้นๆ

หนึ่งในเหตุผลที่ใช้ เนื่องจากเป็นเขาถือเป็นวันใหม่ที่สมบูรณ์และถือว่าเป็นชั่วโมงที่สำคัญ เพราะเป็นการเริ่มเดือนใหม่ที่พระจันทร์ทับพระอาทิตย์ เป็นการเริ่มวันใหม่และเป็นชั่วโมงแรกของวันนั้น(เคยอธิบายถึงเหตุการณ์เรื่องนิวมูนไปในบล็อกเก่าๆนะตามนี้นะคะ) 

http://bit.ly/HMXRNR

ในเดือนนี้ก็มีเหตุการณ์ที่สำคัญสำหรับแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดาวในพื้นดวง และอายุในปัจจุบันทำมุมองศาแรงเบาในแต่ละจุดสำคัญๆแตกต่างกันไป และดาวเด่นที่จะแสดงบทบาทในเดือนนี้ก็มีดาวพลูโต มีหน้าที่ทำการเปลี่ยนแปลง แก้ไขให้ดาวพื้นดวง-ช่วงอายุของเจ้าะตาเปลี่ยนไปในทิศทางตามเป้าหมายหรือกิจกรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้อง

หากในเดือนนี้ใครถูกผลกระทบจากพลังงาน(อิทธิพล)นิวมูนที่ว่า ลองมาเล่าแลกเปลี่ยนสู่กันฟังได้นะคะ แต่ที่แน่ๆคือ อากาศช่วงนี้ร้อนแทบคลั่งตายค่ะ

 

Read more

คบหรือเลิก?

หลายครั้งในชีวิตที่เราต้องตกอยู่ในสภาพผู้ตัดสิน มันคงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย หากเรื่องที่เราตัดสินใจนั้นไม่ต้องทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายคนรอบข้าง แต่ในความเป็นจริงในทุกๆการตัดสินใจ(การกระทำ)ย่อมมีผลดีและเสียตามมาเสมอ สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรลืมคือ เงื่อนไขที่เรารับได้โดยไม่แบกทุกข์จนเกินไป โดยเฉพาะทุกข์ใจในเรื่องความรัก ความรักนั้นมีหลายประเภท ทั้งสามเส้า สี่เส้า รักเขาข้างเดียว รักเพราะคิดเอาเอง รักเพราะทางบ้านคิดให้ รักเพราะทรัพย์สินชื่อเสียง รักเพราะหน้าตา ไอ้ที่ว่ามาล้วนเป็นความรักที่มีเงื่อนไขจนเราอาจเรียกในบางกรณีว่า “รักที่มีเงื่อนงำ”

คนเราเมื่อทุกข์ไม่สมหวังกับคนที่หวัง ทุกข์ที่ว่านั้นแสนทรมานใจ กระทบการเรียนการงาน กระทบกระเทือนสมองมองอะไรก็ดูมืดมนหนทาง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ บางคนถึงกับฆ่าตัวตายก็ยังมี อันนี้เขาเรียกว่าทุกข์ในรักเพราะไม่เข้าใจ หากมองโครงสร้างของดาวเกิด(ในแง่นักโหราศาสตร์)จะมีจุดบอกว่า เราและเขาเข้ากันได้แค่ไหน ทำไมเราจึงต้องมาเจอมาผูกพันรู้จักกัน ทำไมเราถึงไม่ได้แต่งงานกับเขา ทำไมราศีเราเขาว่าเข้ากันได้แต่ในชีวิตจริง เข้าใจจะออกจากกันอย่างเดียว ทำไมเขาถึงเห็นเราเป็นตัวสำรองอยู่ร่ำไปซึ่งจะมีคำตอบอยู่ในหลายคำถามจากหลักการทางโหราศาสตร์อยู่แล้ว

ในเรื่องของราศีนั้นทายอะไรไม่ได้มาก(นักโหราศาสตร์ที่ีดีทราบอยู่แก่ใจ) แต่หากเราเจาะลึกดาวพื้นดวงที่ทำมุมองศาถึงกันแล้ว ในตำราที่อ้างอิงได้ของเยอรมันเขาเขียนไว้หลายสมการเลยทีเดียวว่า มีดวงขึ้นคานกันระดับไหน ขึ้นคานแบบนี้ดีกว่าไปคลานออกมาจากชีวิตเขาหรือขึ้นคานไปก่อนแล้วค่อยคลานลงมาอย่างแฮปปี้ฮี้ฮ้อ และต้องปรับตัวกันอย่างไรในสมการของคนสองคน หรือการมีคู่ที่ต้องแลกเปลี่ยนกับความช้ำใจและน้ำตาเป็นปี๊ปๆกี่ปี หลายคนอยากมีคู่เพราะกลัวคำครหา หลายคนอยากมีเพราะพ่อแม่บังคับ หลายคนอยากมีคู่กันในหลากหลายเหตุผล สุดท้ายก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า การมีคู่นี้เติมเต็มให้ชีวิตเราสุขจริงๆหรือ แล้วหากเราอยู่เป็นโสดเราจะอยู่อย่างมีความสุขได้ขนาดไหนและอย่างไร เพราะทุกคู่รักมักทะเลาะหรือมีปัญหากัน คู่ที่ยังไปกันได้ก็เพราะยอมปัญหาในกันและกันได้ แต่คู่ที่ไปกันไม่ได้ล่ะ เพราะเหตุใด เหตุหรือปัญหาที่มีแก้ไขได้ไหม เยียวยาเอาอยู่แค่ไหน อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง รวมไปถึงมุมมองในการเลือกคู่

การเลือกคู่ในแต่ละสมัยมีเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ คนที่เกิดในยุคเบบี้บูม (baby boomer) คือผู้ที่เกิดในช่วง พศ. 2489 – 2507 (1946-1964) รุ่นเจน เอกซ์( Generation X หรือ Baby Bust Generation) คือผู้ที่เกิดในช่วงพศ. 2508 – 2522 (1965-1979) และรุ่นเจน วาย(Generation Y)  คือผู้ที่เกิดในช่วงพศ. 2523 – 2543 (1980 – 2000) ในการเลือกคู่ที่แตกต่างกันก็เพราะแต่ละช่วงอายุนั้นมีแนวความคิดในคนละยุคสมัยนั่นเอง ซึ่งในเรื่องของโหราศาสตร์เยอรมันนั้นก็แบ่งสรรปันส่วนอย่างเหมาะสมสำหรับคนที่เกิดในแต่ละยุค

เคยสังเกตุไหมคะว่าทำไมพ่อแม่เราที่เกิดในยุคเบบี้บูม (ผู้เขียนเกิดในรุ่นเจนเอกซ์ค่ะ) จึงถือไม้เท้ายอดทองกันยาวนาน หนักเบาให้อภัยกัน ยอมอภัยให้กันและกันเสมอ แต่ในรุ่นเจนเอกซ์นั้นเกิดมาในช่วงสันติภาพและความมั่งคั่งกำลังเบ่งบาน จึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับการดำเนินชีวิตในรุ่นพ่อแม่ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูกหลาน ทำเพื่อคนอื่นจนลืมตัวเอง ดังนั้นคนรุ่นนี้โหยหาความสมดุล สมดุลทั้งงาน ชีวิตและความรัก ไม่ชอบความเป็นทางการเสียเท่าไหร่ เนื่องจากเห็นในรุ่นพ่อแม่มาแล้วว่ามันเยอะ มันมากมายเกินประเด็น ให้เวลากับครอบครัวพอๆกับงาน (work-life balance) มีความคิดเปิดกว้าง ยอมรับความคิดเห็นและติติงจากคนรอบข้างได้ เป็นรุ่นที่ปรับตัวได้ดี ครั้นยามมีครอบครัวจึงมองนานและยาว ไม่ค่อยตามใจหัวใจเท่าไหร่นัก มักใช้เหตุผลมากมายเป็นส่วนประกอบ เห็นได้ง่ายๆว่าสาวที่เกิดในช่วงเวลาที่ว่ามา โสดมากกว่าแต่งงาน ส่วนคนในรุ่นเจนวายนั้นเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ชอบสันโดษ ชอบแสดงออกและทำอะไรด้วยตัวเองมากกว่าการเข้าสมาคมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคนอื่นเพราะไม่ชอบอยู่ในกรอบ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความสามารถแสดงความรู้สึกทางจอคอมหรือมือถือมากกว่าจอ(หน้าตา) คือเราจะเห็นมากว่า รักออนไลน์ผ่านสายเคเบิ้ลนั้นมีอยู่เยอะในรุ่นนี้ จินตนาการกับความเป็นจริงจึงมักสวนทางกัน พอมีความรักหรือมีแฟนก็คบกันแต่งกันแป๊ปเดียวเดี๋ยวเลิกกันแล้ว เตียงหักกันแล้ว เจ้ากรรมนายเวรรุ่นหลังไม่ได้แรงอย่างที่ใครบางคนหลอกให้เราเชื่อ แต่เป็นเพราะยุคสมัยที่เราฝ่าฟัน ประสบพบเจอกันมาต่างหาก ที่ทำให้ทัศนอคติแตกต่างกัน

ผู้เขียนเชื่อเสมอว่า หากเราเลือกคู่โดยไม่ต้องดูดวงหรือผูกดวงคู่ของเราจะอยู่กันรอดไหม?..แน่นอนค่ะว่ารอด แต่รอดอย่างไรหากความอดทนของคนทั้งคู่อยู่ในเจนเดียวกันหรือท่าทางไม่รอดแต่จะแก้ไขให้รอดอย่างไรในสภาพที่เป็นอยู่ อันนั้นต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์และนิสัยดั้งเดิมของเจ้าชะตาที่มีจุดทำบุญร่วมกันมากับแฟนแค่ไหนและอย่างไรด้วย คนที่ไม่เคยทำบุญก็มีความสุขอยู่หลายคู่บนโลกนะคะ ส่วนคนที่ทำแต่บุญแต่ยังทุกข์กับคนในบ้านหรือคนรักก็มีอีกหลายคู่เช่นกัน

ฉะนั้นการดูดวงโดยให้คนอื่นนั้นดูเป็นเรื่องที่เสี่ยงไม่น้อย แต่หากเราดูเป็น เราดูของเราเอง น่าจะเสี่ยงน้อยกว่ารึไม่ ผู้อ่านต้องไปพิจารณาตามอัธยาศัยนะคะ การเลือกคู่ก็คือการลงทุนชีวิตในระยะยาว เลือกผิดคิดจนตัวตายได้ และหลายคนอาจกำลังร้องไห้ตายเพราะคนที่เคยรักเราปักใจไปหลงคนอื่นอยู่ในขณะนี้ เป็นกำลังใจห่างๆอย่างห่วงๆทางบล็อกแห่งนี้นะคะ การดูดวงเป็นนอกจากจะไม่เป็นภาระใครแล้ว(คนดูให้ก็ไม่เหนื่อย ผู้ให้ดูก็ไม่เหนื่อย) ยังทำให้เราเข้าใจความเป็นเราและเขาคนนั้นเองมากขึ้นด้วย โชคดีทุกคนค่ะ

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ

รูปภาพ

 

วันหยุดช่วงเทศกาลอย่างนี้ นอกจากสตางค์ที่ต้องมีเกินครบก็อย่าลืมพกสติติดตัวไว้ด้วยนะคะ เหตุการณ์ที่คาดคิงไม่ถึงเกิดขึ้นได้ในทุกนาที อยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย ความวุานวายใจจากคนรอบข้างก็จะมีมากขึ้น จำไว้ว่าไม่มีฤกษ์ไหนดีที่สุดยกเว้นสติของเรา

ขอแสดงความปรารถนาดีให้ผู้อ่านมีสุขค่ะ

 

 

โหรอินดี้

 

 

53n32, 9e56 (เมืองท่า = ศูนย์กลางการค้าเซ็กส์)

ในชีวิตของคนเราเนี่ย โดยเฉพาะเมื่อเรามีคู่ สิ่งที่เป็นอันดับหนึ่งของสถาบันครอบครัวคือ 1.เงิน 2.เซ็กส์ บางครั้งข้อสองก็สำคัญกว่าข้อแรก บางครั้งข้อแรกสำคัญกว่าข้อสอง อันนี้แล้วแต่โครงสร้างพื้นฐานของแต่ละครอบครัวและช่วงวัยเวลาไม่เหมือนกัน ส่วนข้ออื่นๆนี่จะเป็นเหตุผลรองลงไป หากเรายังไม่ได้ตัดขาดจากโลกภายนอก ดูเหมือนปัจจัยในสองสิ่งนี้เป็นเรื่องแทบสำคัญอันดับต้นๆของทุกครัวเรือนในเยอรมัน

ในพื้นที่เล็กๆหลายแห่งทั่วโลกที่เป็นเมืองเขตท่าเรือเช่น อัมสเตอร์ดัม(ประเทศฮอลแลนด์) คลองเตย(กรุงเทพ) พัทยา สถานที่(ในสมัยก่อน)เหล่านี้ล้วนแต่เป็นศูนย์รวมของแหล่งบริการทางเพศ เพราะความเป็นท่าเรือ จึงเป็นสถานที่ดั่งประตูเข้าออกในการเดินทางในสมัยก่อน และคนที่ทำงานนอกบ้านในสมัยก่อน ส่วนมากเป็นผู้ชาย ท่าเรือก็เปรียบเหมือนสนามบินที่มีคนเข้า-ออกในแตละวันเยอะ จึงต้องมีร้านรวงที่ให้บริการแก่แขกผู้มาเยือนชั่วคราว รวมไปถึงสถานบริการทางเพศ บุรุษที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องทะเลมานาน โหยหาเรื่องบนเตียงมาก อยากปลดเปลื้องอารมณ์ทางเพศแต่ไม่สะดวกบนเรือ ครั้นพอขึ้นฝั่งก็โหยหา เมื่อมีอุปสงค์ อุปทานจึงเกิดตามมา ดังนั้นจึงเริ่มมีผู้ให้บริการจนเปลี่ยนแปลงมาเป็นสถานที่ให้บริการทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาจะมีวัฒนธรรมทางอารมณ์ตามเมืองท่าเรือที่ไม่แตกต่างกันนัก

ในเมืองใหญ่อย่างเมืองฮัมบัวร์ก ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศเยอรมนีและเป็นท่าเรือที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหภาพยุโรป มีสถานที่ราตรี(Reeperbahn)ต้อนรับนักท่องเที่ยวมาจากทุกมุมโลก ประหนึ่งดั่ง 7-11 เพราะหลัง 2ทุ่ม ร้านรวงส่วนมากก็ปิดบริการขาย เหลือแต่ร้านอาหารที่ให้บริการถึงแค่ 4ทุ่มสำหรับเมืองขนาดใหญ่ หากเราหิว จะออกมาเดินหาร้านสะดวกซื้อประทังท้องนั้นลืม! หายากยิ่งกว่าหาทอง นอกเสียจากเราเข้าปั๊ม อาจจะได้ของเย็นมาทานเช่น ขนมปังหรือแซนวิช กล้วย แอปเปิ้ล ช้อกโกแลตเป็นต้น ดังนั้นหากอยากต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากเมืองไทยในยามราตรี เราจึงต้องดิ่งตรงพาไปที่ถนนสายนี้ เพราะมีทุกอย่างให้เลือกดู ตั้งแต่เสื้อผ้า อาหาร ผับไปยัน table dance เราในฐานะนักศึกษาก็ได้แต่พึ่งพามาม่า ไวไวหรือบะหมี่อินโดหลังเลิกงานพิเศษหรือเลิกเรียน ส่วนออกไปทานนอกบ้าน อันนั้นก็ลืม!นับครั้งได้ว่าน้อยเสียจริงๆ ส่วนมากจะทำเองทานเองหรือพี่ๆทำมาแบ่งให้ทานเสียมากกว่า วกกลับมาในเรื่องชื่อของเมืองนี้

ชื่ออย่างเป็นทางการของเมืองฮัมบัวร์กคือ นคริสระและฮันเซียติกแห่งฮัมบัวร์ก(Freie und Hansestadt Hamburg) คำว่าฮันเซียติกนั้นหมายถึงการเป็นสมาชิก สันนิบาตฮันเซียติกของฮัมบัวร์กตั้งแต่ยุคกลาง ฮัมบัวร์กเป็นนครรัฐ ถือเป็น 1 ใน 16 รัฐสหพันธ์ของเยอรมนี

ขณะนี้ผู้เขียนกำลังจะพาผู้อ่าน ท่องเที่ยวไปดูเมืองที่น่าอยู่แห่งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากยูทูบ ฮัมบัวร์กเป็นเมืองที่ John Lennon จากวงสี่เต่าทอง ได้มาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี้ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ลอนดอนเป็นที่ให้กำเนิดเขา แต่ที่ฮัมบัวร์กเป็นบ้านเกิดเขา” ลองเข้าไปดูกันสิว่าณ.เมืองแห่งนี้มีเสน่ห์อะไรหนอที่ทำให้นักร้องและศิลปินชื่อดังระดับโลกหลายคนมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ รวมไปถึงผู้เขียนด้วย(อยู่แล้วแทบไม่อยากกลับ)

 

 

เขต เรเพ่ะบาน เป็นเขตที่ตั้งของถนนโลกีย์ที่ไม่เคยหลับไหล หากเทียบกับบ้านเราก็คล้ายๆกับถนนพัฒพงศ์ แต่ที่ต่างกันคือทั้งถนนนี้ขึ้นชื่อในเรื่องผับ บาร์ ช้อปเซ็กส์ หนังโป๊ อาหารไทย จีน ลาวและเวียตนาม ญี่ปุ่น คาราโอเกะ(ไทย) ซ่องและโสเภณีวัยรุ่นสำหรับคนข้ามเพศที่เสียภาษีให้กับรัฐอย่างถูกต้องและอย่างหลบๆซ่อนๆมีอยู่บนถนนนี้ในทุกตรอกซอกซอย สาวไทยและกระเทยไทยเราก็มีชื่อเสียงและชื่อเสียบนถนนเส้นนี้เช่นกัน

ถนน เร-เพ่ะ-บาน หากเราตั้งต้นมาจากสถานีรถไฟหลัก (Hauptbahnhof) มีรถไฟใต้ดินหลายสายที่วิ่งผ่านที่ป้ายนี้ ชื่อป้าย เร-เพ่ะ-บาน ลงมาปุ๊บเดินตามป้าย exit จะด้านซ้ายหรือขวาก็ได้ เดินตามป้ายทางออกจะมาโผล่ตรงบันไดขึ้นมาก็จะเจอถนนทั้ง4 เลนซ้ายและขวาเต็มไปด้วยร้านรวงที่มีสีหลักๆคือสีแดง ป้ายบิลบอร์ด์ต่างๆและแหล่งบริการทางเพศซึ่งมีหลากหลายราคาตามเมนู เขาเรียกว่า เมนูเซ็กส์ เมนูพวกนี้ไม่ได้มีวางโชว์ทั่วไปนะคะ หากอยากเห็นต้องจ่ายค่าขึ้นตึกเพื่อไปดูด้วยตาตัวเอง สถานบริการบางแห่ง(ขอย่อสั้นๆว่า ซ่อง) ผู้ชายสามารถเดินดูสินค้า(คือหญิงบริการ)ด้วยตาอย่างเห็นตัวเป็นๆชอบใจใคร เรียกและต่อรองราคากันได้เลย

หญิงที่ให้บริการที่นี่เสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้อง เป็นอาชีพที่ไม่ได้น่ารังเกียจแต่อย่างใดในสังคมเยอรมัน(ยกเว้นคนไทยที่ดูถูกคนไทยด้วยกันเอง) วีซ่าของผู้ที่ขายบริการเขาจะลงไว้ในพาสสปอร์ตเลยว่าเป็น”วีซ่าโสเภณีหรือวีซ่ากระหรี่” อันนี้ตอนผู้เขียนขอสัมภาษณ์ส่วนตัว เขาเปิดพาสสปอร์ตอวดเราอย่างกับอวดพระเครื่อง T_T

ทำไมต้อง”วีซ่ากระหรี่” เพราะหากเราไปเป็นนักเรียน เราก็ต้องขอวีซ่าเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่ากระหรี่ก็เช่นกันค่ะ ต้องขอและต้องพกพาติดตัวไว้ ยามตำรวจมาตรวจก็ต้องเปิดให้ดู ว่าเราเสียภาษีอย่างถูกต้อง เป็นพลเมืองที่ทำหน้าที่ครบถ้วนและที่สำคัญไม่ได้ลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

การเป็นโสเภณีไม่ผิดกฎหมายหรือกฏสังคมของที่โน่น แต่หากเราลักลอบ(แถวบ้านเรียกแอบทำ) อันนี้ผิดกฎหมายเต็มๆและเสียหายกับประวัติของเราอีกด้วย เพราะหากโดนจับจะถูกส่งตัวกลับไทยทันทีแถมจะไม่ได้เข้ามาในประเทศเขาอีกตลอดชีวิต..แต่คนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก มีcreative thinking สูงมากค่ะ ไม่น่าเชื่อว่านั่นเป็นพรสววรค์ของคนชาติเรา สามารถหาหนทางกลับมาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ขอเก็บไว้เล่าในตอนหน้านะคะ

ในซ่องบนถนนแห่งนี้มีหลายชั้น แต่ละชั้นแบ่งออกเป็นแต่ละเชื้อชาติ เหมือนตู้เย็นในบ้านเราที่แบ่งชั้นสำหรับวางผัก-ผลไม้หรือเนื้อสัตว์ หากเป็นพวกรัสเซียหรือโปแลนด์จะได้อภิสิทธิ์อยู่ชั้นเตี้ย นั่นคือ เดินขึ้นจากบันไดแล้วอยู่ประมาณชั้น 1-2 คือลูกค้าไม่หอบแฮ่กๆหรือเหนื่อยเป็นลมหัวใจวายตายก่อนใช้บริการนั่นเอง ส่วนชั้นของสาวไทย ให้ทายว่าอยู่ชั้นไหน? ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก….

สาวไทยได้อยู่ชั้น 3 ค่ะ ส่วนสาวชาติอินโดได้ครองชั้น4 ไป ฮู้ววว ที่นี่เป็นสาวให้บริการทางเพศเสีย 95% ส่วน 5%ที่เหลือคือพวกสาวแปลงเพศอย่างสวยเนียนแล้ว สวยขนาดฝรั่งดูไม่ออก(ยกเว้นคนไทย) บางคู่จับไปแต่งงานอยู่กินกันมาหลายปี ฝรั่งฝ่ายชายก็ยังไม่รู้ ส่วนหนุ่มให้บริการทางเพศก็มีนะคะที่นี่ แต่ไม่เคยได้เข้าไปใช้บริการเลย(ฮ่าๆ) เข้าไปแต่ให้บริการแก่สาวไทยตอนไปดูดวงให้พวกเขาเท่านั้น ดังนั้นข้อมูลลึกสุดลับที่ยังไม่เคยเผยแพร่จึงไ้มาหล่นเรี่ยราดบนบล็อกในวันนี้

คราวหน้าจะมาเล่ารายละเอียดการอยู่ กิน นอนในซ่องของคนไทยที่นี่ ระบบการแทงหวยของคนไทยในเยอรมันและศัพท์แสงที่เป็นรหัสลับอันรู้กัน รวมไปถึงคำอวยพรเพื่อให้ได้แขกหรือพิธีกรรมในการเรียกแขก เลือกแขกที่มาใช้บริการค่ะ

โหรอินดี้

www.astrohamburg.wordpress.com

www.facebook.com/AstroHamburg

www.twitter.com/astrohamburg

Email: astroindy@live.com

Mobile: 080-604-6883

สื่อ

ในระยะหลังๆเราจะเห็นว่า สื่อมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งเป็นสื่อหลักและสื่อรอง ประเด็นที่สำคัญของสื่อคือ เนื้อหา เมื่อสื่อไม่มีศักยภาพพอที่จะเลือกเนื้อหามาให้เหมาะสม ผู้บริโภคที่มีอำนาจในการเลือกและวิจารณ์สื่อก็กลายเป็นผู้ตัดสินสื่อเสียเอง ในอนาคตบ้านเมืองเราคงจะมีผู้บริโภคหันไปเป็นผู้สื่อข่าวมากขึ้น เพราะมีโซเชียลเนทเวิร์คบนโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลต่างๆอีกทั้งยังสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

ก่อนที่เราจะผู้สื่อหรือเสพสื่อ ไตร่ตรองดูสักนิ๊ดนะคะ  ”You’re what you write.”

 

 

โหรอินดี้

 

www.astrohamburg.wordpress.com
www.facebook.com/AstroHamburg
www.twitter.com/astrohamburg
Email: astroindy@live.com

Mobile: 080-604-6883

ปิดหงอก หลอกกรรม

รูปภาพ

ช่วงนี้ศัพท์ครูอังคณากำลังมาแรง ติดตามเรื่องนี้ได้ที่ http://bit.ly/IdkiM3  แต่ในวันนี้ข้าพเจ้าจะมาขอแชร์ในเรื่อง การปิดหงอก หลอกกรรม 

รูปภาพ

เมื่อหลายวันก่อนข้าพเจ้าได้เป็นผู้ประสบภัยร่วมในเรืองผมหงอกในฐานะที่เป็นลูกค้าร้านทำผม การไปทำผมครั้งนี้ได้ข้อคิดกลับมาอย่างน้อยก็หนึ่งเรื่อง นั่นคือเรืองการโกรกผมหรือทำสีผม(ปิดหงอก) ในที่นี้หลายคนอาจจะยังไม่มีหรืออาจจะเพิ่งเริ่มมีหรืออาจมีมานานแล้ว เลยทำให้เกิดความสงสัยว่า การทำสีผมนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร วัตถุประสงค์แต่เริ่มต้นคืออะไร ใช่ความสวยงามไหม?

รูปภาพ

การทำสีผม (ย้อมผม โกรกผม -ตามแต่จะเรียก) มีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ (3000 – 300 ก่อนคริตศักราช) สมัยก่อนนิยมการทำสีผมด้วยพืชจากธรรมชาติคือ สีที่ได้คือน้ำตาล น้ำตาลดำ จนไปถึงสีดำ ส่วนผสมหลักๆก็มาจากพืช Indigo Henna และ Safran หลังจากนั้นก็มาถึงสมัยกรีก เริ่มนิยมทำสีผมด้วยสีบลอนด์หรือสีทอง เนื่องด้วยคนกรีกจริงๆแล้วมีผมสีดำ ด้วยความเชื่อว่าหากทำผมสีทองจะเป็นเหมือนดั่งผมของพระเจ้า(ในสมัยนั้น) ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่ายาย้อมสีทองได้กำเนิดมาจากสมัยกรีกนั่นเอง

รูปภาพ

ต่อมาจึงมีการพัฒนาการทำสีผมมาถึงสมัยโรมัน เรอเนสซองก์ บาร็อค ร็อคโคโคเรียงลำดับจากเก่ามาใหม่จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ในเบื้องต้นการทำสีผมนั้นมีวัตถุประสงค์หลักๆคือเพื่อความสวยงาม แต่ในปัจจุบันความสวยงามไม่ได้มีอยู่แค่ในวัยสาว แต่ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆคือในเรื่องของแฟชั่น ความอินเทรนด์ รวมไปถึงการปกปิดอายุให้ดูเยาว์

การโกรกหรือย้อมผมเพื่อปิดหงอกนั้น สีที่ทำไม่คงทนถาวร เมื่อผ่านไปในระยะเวลาหนึ่งๆ ผมหงอกที่เราปกปิดเอาไว้ก็จะโผล่มาให้โลกเห็นจากโคนผม การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดการทำไฮไลท์ด้วย (อันนี้ช่างทำผมซึ่งเป็นอาจารย์ช่างได้แนะนำอย่างน่าสนใจ)ไว้ว่า “ผมที่หงอกนั้นเราไปปกปิดเค้านานไม่ได้ เราต้องอยู่กับเค้าไปอีกนาน การโกรกอย่างเดียวไม่พอต้องทำไฮไลท์จะช่วยได้” นั่นหมายความว่า เมื่อผมหงอกงอกมาเราก็ต้องทำสีผมที่อยู่กับเค้าไปได้ให้นาน ไม่ให้ดูชัดเกินไปว่าหงอก แต่ก็ไม่ถึงกับปล่อยป่ะละเลย การทำไฮไลท์สีผมก็ช่วยได้มากเช่นกัน

หากเปรียบการทำสีผมหรือปกปิดผมขาว อันนี้เราจะเห็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวและชัดเจนขึ้นไปอีกคือ การแก้กรรม คนส่วนมากแก้กรรมสะเดาะเคราะห์ก็เพราะอยากหมดทุกข์ หลายคนต่างหาหนทางให้พ้นทุกข์โดยการแก้กันที่ผลแต่ไม่ใช่ที่เหตุ บางคนรู้วิธีการแก้กรรมมากกว่าผู้เผยแพร่พิธีเหล่านี้เสียอีก หากการแก้กรรมมันช่วยแก้ปัญหาได้จริง โลกเราคงสวยขึ้นอีกเป็นกอง แต่เท่าที่เห็นหลายคนพยายามทำตัวให้สวยกว่าโลกนะคะ :) การมีผมหงอก หากเรายอมรับสภาพความจริงได้ เราก็อยู่กับมันได้ ไม่จำเป็นต้องไปโกรกไปย้อมให้เส้นผมเสีย และเสียเงินมากมาย แต่หากเรายอมรับความเป็นจริงไม่ได้เพราะต้องอาศัยหน้า-ผมเป็นเครื่องมือหากิน อันนั้นก็ปรับแต่งกันไปตามสภาพการเงินและวิถีชีวิตที่เป็นอยู่ ทำโดยที่ตัวเองไม่เบียดเบียนจนเป็นทุกข์ก็พอ

โดยความเห็นต่างของผู้เขียน การแก้กรรมไม่ใช่เป้นวิธีที่ทำให้ทุกข์หมด และจริงๆแล้วทุกข์มันไม่มีทางหมด แค่รถติด น้ำมันแพง แดดร้อนแรง เราก็ทุกข์แล้ว ความทุกข์มันไม่เคยหมดไปจากเรา การบรรเทาทุกข์ที่ดีที่สุดคือ การปรับตัวให้อยู่กับความทุกข์ในแบบฉบับของเราให้เป็น ทุกข์ของเขาเขาก็ใช้วิธีแก้ไขในปัญหาของเขา เราเอามาก๊อปปี้แก้ไขในปัญหาเราไม่ได้ เหมือนยาที่แพทย์เขียนให้เรายามเราป่วย ใช่ว่าจะรักษาคนในบ้านให้หายได้ คนในบ้านอาจแพ้ยาหรือดื้อยาไม่เหมือนร่างกายเราก็เป็นได้ ดังนั้นที่ถูกต้องและเหมาะสมจริงๆคือ ทุกข์ในแต่ละแบบมีทางแก้ในขอบเขตที่ไม่เหมือนกัน บ้างก็ต่ำกว่ามาตรฐานบ้างก็เกินกว่ามาตรฐานเป็นต้น

แล้วคุณล่ะแก้ทุกข์ด้วยการแก้กรรมตามกระแส ตามคนในสังคมด้วยรึเปล่าเอ่ย?หากไม่แสดงว่าวิถีชีวิตคุณอินดี้กว่าใครๆขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ

Read more

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,857 other followers