Posts Tagged ‘ ปวีณา วาสนาเรืองศุกร์ ’

ความแตกต่างระหว่างโหราศาสตร์คลาคสิคกับโหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก

Galileo Galilei ได้กล่าวไว้ว่า “ตัวเลข คือตัวอักษรที่พระเป็นเจ้าได้ช่วยเขียนขึ้นมาในจักรวาลนี้ เปรียบได้กับ หนังสือธรรมชาติที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขบันทึกลงอยู่ ธรรมชาติจะเปล่งเป็นภาษาเลข ที่แสดงออกมาในรูปแบบของรูปสามเหลี่ยม วงกลม และรูปสมมาตรอื่นๆในทางคณิตศาสตร์”

เหตุผลหนึ่งที่ Alfred Witte ได้ค้นคว้าวิจัย “เทคนิคสำนักฮัมบูรก์” ขึ้นมาก็เพราะว่าในโหราศาสตร์ดั้งเดิม (Classical Astrology) มีความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาที่ไปในการอ้างอิงไม่เพียงพอ ผลที่ออกมาจึงไม่น่าเชื่อถืออีกทั้งยังมีความไขว้เขว หาบทสรุปที่ลงตัวไม่ได้ในเรื่องของเรือนชะตาต่างๆ รวมทั้งเรื่องจักรราศี เมื่อได้นำเอาหลักเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในทางโหราศาสตร์ ผลที่ออกมา จึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถอ้างอิงเป็นตัวเลข(สมการดาว)หรือสถิติได้

ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า “เทคนิคสำนักฮัมบัวร์ก” นั้นได้ถูกเรียกในหลายๆชื่อ ไม่ว่าจะเป็น “วิตเตอร์เทคนิค” “โหราศาสตร์ฮัมบัวร์ก” หรือที่นักโหราศาสตร์ในเมืองไทยเรียกกันจนติดปากว่า “ระบบโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยน” หรือ”ยูเรเนี่ยน”นั่นเอง

เทคนิคสำนักฮัมบูรก์ มีเครื่องมือและวิธีการ*ที่แตกต่างจากโหราศาสตร์อื่นดังนี้

1. ใช้ดาวเข้ารูป หรือ พระเคราะห์สนธิ (Planetary Pictures) a+b = c+d

2. ใช้ระบบเรือนชะตา ที่แต่ละเรือนมีขนาดเท่ากันหมดและนำเอาความสัมพันธ์ระหว่างเรือนชะตามาคำนึงถึง โดยการใช้การสะท้อนของเรือนชะตา และเรือนชะตาแรก จะเริ่มที่จุดตุล 0 องศา โดยมิใช่เป็นจุดเมษ 0 องศา

3. การใช้สมการในแบบ Half-sum (a/b=c), Sums (a+b), Differenz (a-b = c-d),  (Sensitive Points) a+b-c = d

4. การใช้ดาวทรานเนปจูน 8 ดวง (หรือทางเมืองไทยเรียกว่า ดาวทิพย์) ซึ่งจะแบ่งแยกออกในรายละเอียดปลีกย่อยออกไปอีก ดาวทั้ง 8 จะเดินโคจรช้า ให้ทั้งคุณและโทษได้นานตามการโคจรของมัน

5. การพิจารณาโค้งอายุและโค้งจร ไปพร้อมๆกับพื้นดวง

6. การใช้จานหมุน(ด้วยมือ) **360 องศา จาน 90 องศา และ 30 องศา

7. การนำสมการทางคณิตศาสตร์เข้ามาใช้ อย่างแบบในข้อ 3. เพื่อนำไปสู่การหาความหมายรูปดาวและตีความให้ได้ถูกต้องมากที่สุด

อ่านเพิ่มเติม

สิ่งเร้าที่มีผลต่อชีวิตเรา

 

 

เมื่อเช้าข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือทางด้านจิตวิทยาจากอเมริกาเล่มหนึ่ง มีเรื่องที่น่าสนใจมากระหว่างพฤติกรรมของมนุษย์กับสิ่งเร้า สิ่งเย้ายวนใจทั้งในหน้าที่การงาน ทั้งในเรื่องกิจวัตรประจำวัน รวมไปถึงพฤติกรรมทางการตลาด จึงอยากเอามาแชร์และเปรียบเทียบกับโหราศาสตร์

สิ่งเร้า-ในยุคนี้ดูเหมือนเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญไปเสียแล้วสำหรับทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอาชีพการงาน หุ้น การพนัน ผลิตภัณฑ์และการตลาดฯลฯ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มนุษย์เรามีปฏิกริยาต่อสิ่งเร้าภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน

มีการวิจัยในเรื่องของสิ่งเร้าโดยเทียบจากการทำการทดลองกับหนูและกับคนกลุ่มเล็กๆในเรื่องของผลตอบแทน(รางวัล) บวกกับข้อมูลในเรื่องจิตวิทยาของคนที่ได้โบนัสในตำแหน่งหน้าที่งานจนได้ข้อสรุปว่า โบนัสของผู้บริหารในที่ๆหนึ่งนั้น ผู้บริหารระดับน้อยจะใช้ความพยายามมากกว่าเพื่อให้ไต่เต้าได้โบนัสสูงกว่าที่ตนได้อยู่หรือแปลได้ว่า งานที่เขาทำจะมีประสิทธิภาพ(คุณภาพ)มากกว่างานที่ได้จากผู้บริหารระดับสูงเพื่อจะได้มีผลงานจนถึงขั้นได้รับเลื่อนขั้นและได้โบนัสเพิ่มตามกระบวนการขั้นตอน ส่วนผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับโบนัสสูงสุดของเพดานผลตอบแทนในองค์กรนั้นๆกลับมีผลงานหรือประสิทธิภาพน้อยกว่าผู้บริหารระดับน้อยกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ อะไรที่เป็นสาเหตุของกระบวนการนี้

คำตอบที่ได้คือ เรื่องของการจ่ายเพื่อแลกให้ได้มาซึ่งระดับของโบนัสที่ต้องการ การจ่ายในที่ว่านี้คือ การจ่ายด้วยผลงาน ความขยันและความใส่ใจ เราจะเห็นได้ว่าทำไมในบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆจึงมีโบนัสมาล่อพนักงานโดยแบ่งเป็นระดับต่างๆกัน คนที่มีอายุงานมากบวกกับความขยันและมีผลงานดีๆมากๆให้แก่องค์กร จะได้เลื่อนขั้นแถมโบนัสจูงใจ(เร้าใจ)ในแต่ละปี หากใครไร้ผลงานก็อดเลื่อนขั้นหรือได้แค่เงินเดือนเพิ่มนิ๊ดหน่อยตามกฏขององค์กรนั้นๆ

สิ่งเร้าที่ได้เป็นโบนัสไม่ได้การันตีว่า ยิ่งให้สูงๆแล้วผลงานจะสูงตามด้วยเสมอไป เพราะจากการทดลองทำให้เราเห็นได้จากกราฟเลยว่า ความกระตือรือร้น(เมื่อดูจากผลงาน)ของผู้ที่ได้โบนัส3 ระดับ ให้ผลต่างกัน ระดับที่ดีที่สุดสำหรับทุกองค์กรคือ กลุ่มคนที่ได้รับโบนัสระดับต่ำเริ่มเข้าสู่ระดับกลาง กลุ่มคนพวกนี้จะทำเงินและผลงานให้แก่องค์กรได้มากกว่ากลุ่มคนที่ได้รับโบนัสระดับสูง จึงเห็นได้ว่าตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูงนั้นมีจำนวนน้อยและจำกัดมาก ใครที่ได้รับโบนัสสูงก็ขึ้นอยู่กับอายุ(คนและผลงาน) เมื่อถึงเวลาเกษียณก็จะมีคนมารับตำแหน่งต่อจากตัวเองเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

ในเรื่องของการพนัน เป็นสิ่งเร้าที่ไม่ต้องจ่าย(โดยใช้ความสามารถ)จึงไม่มีเพดานต่อความตะเกียกตะกายและความโลภ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเงินรางวัล หลายคนแม้จะรู้ว่าเสี่ยงสูญเสียเงินมีมากกว่าจะได้รับเงิน แต่การพนันก็ยังเป็นแรงจูงใจที่นิยมกันมาจากในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ลองเปรียบเทียบดูจากตัวเราง่ายๆเช่น หากเราซื้อล็อตโต้มาเดือนละ 1 ใบ ภายในกี่เดือนกว่าเราจะได้รับรางวัลจากฉลาก และบ่อยครั้งที่รางวัล(เมื่อยามถูกเบอร์)หักลบกับจำนวนเงินที่ซื้อเสี่ยงสะสมมา เรายังขาดทุนมากกว่าเสียอีก แต่ความรู้สึกที่เราได้รับจากการถูกรางวัลโดยที่ไม่ต้องทำงานนั้นมีมูลค่ามหาศาล

 

 

 

สำหรับโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กดาวที่เป็นสิ่งเร้าคือดาว อังคาร ยูเรนัส เซอุส วัลคานุส ส่วนการตอบสนอง(ปรับตัว)ต่อสิ่งเร้าของมนุษย์เราเทียบได้กับดาว พุธ พลูโต โครโนส โพไซดอน สิ่งเหล่านี้ล้วนบอกแนวโน้มออกมาจากพื้นดวง ช่วงอายุขัยและเวลาของอดีต ปัจจุบันและอนาคตได้เช่นกัน

การปรับตัว(ตอบสนอง)ต่อสิ่งเร้าที่เข้ามาในชีวิต อันนี้ทางโหราศาสตร์ฮัมบัวร์กเน้นและให้ความสำคัญไว้มาก เพราะมันส่อถึงปัจจุบันและอนาคตของเราได้ คุณเองก็ต้องเจอสิ่งเร้า ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งในช่วงอายุใดอายุหนึ่ง(หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง)เช่นกันค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

เราจะผ่านความเหงาไปได้อย่างไร

Wir kommen allein auf die Welt,
wir leben allein, wir sterben allein.
Nur Liebe und Freundschaft
können uns für einen Augenblick
die Illusion verschaffen,
nicht allein zu sein.


Orson Welles

ยามเราเกิดก็เกิดมาเพียงคนเดียว เราอยู่คนเดียวและเราก็ตายคนเดียว มีเพียงความรักและมิตรภาพของเราเท่านั้นที่ลวงตาขณะนั้นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้

ออร์สันเวลส์

มนุษย์เราต้องแบกรับทุกสิ่งในชีวิต แม้กระทั่ง”ความเดียวดาย” ทางจิตวิทยากล่าวว่า ความเดียวดาย(เหงา)เป็นความรู้สึกที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์เรา มีมนุษย์มากมายที่รู้สึกเดียวดาย-เหว่ว้า รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเหมือนว่าชีวิตนั้นถูกตัดขาดออกจากความรัก ความเดียวดายจึงเป็นอาการป่วยไม่ต่างจากการป่วยทางร่างกาย

ทำไมผู้คนสมัยนี้จึงขี้เหงา ว้าเหว่ทั้งๆที่เราอยู่ในยุคที่มีการสื่อสารดีที่สุด ไวที่สุด เรามีช่องทางการติดต่อสื่อสารมากมายทั้งอีเมล โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เนท สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าถึงกันและกันได้ไวและสะดวกขึ้น แต่ทำไมเรากลับเห็นคนรอบข้างเราขี้เหงาเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น?

อะไรทำให้เรารู้สึกเดียวดาย?

มีคนมากมายที่เข้าใจสลับกันระหว่างคำว่า”โดดเดี่ยวกับเดียวดาย” เมื่อเราอยู้โดดเดี่ยว(โสด)นั่นแปลว่าเราเดียวดายกลายเป็นคนขี้เหงาแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ มีหลายคนที่อยู่ท่ามกลางคนมากมาย นั่งอยู่กับคนรักแต่ยังรู้สึกเดียวดายได้ หรือบางคนกลับมีความสุขเมื่ออยู่โดดเดี่ยวไร้คนกวนใจ ใฝ่หาแต่ความสงบเงียบ

ไม่ว่าเราจะรู้สึกเดียวดายหรือไม่เดียวดาย ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับทัศนคติของเราที่มีต่อสิ่งรอบข้าง “การโดดเดี่ยวไม่จำเป็นต้องเดียวดายเสมอไป” คนที่เป็นโสดไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนขี้เหงาหรือเดียวดาย หลายคนที่แต่งงานหรือมีคนรักกลับรู้สึกเดียวดาย-อ้างว้างยิ่งกว่าตอนโสดโดดเดี่ยวก็มี คนส่วนมากชอบไปให้ความหมายว่า คนที่ขี้เหงามักเป็นคนไม่มีแฟนหรือคนที่อ้างว้างมักถูกทอดทิ้ง ซึ่งไม่จริงเสมอไปนะคะ

ความรู้สึกเดียวดาย-อ้างว้าง-เหงาเกิดได้แม้ว่า…เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว แม้ว่าเราจะแต่งงานมีครอบครัว แม้ว่าเราจะมีคนมาชอบมากมาย แม้ว่าเราจะมีงานในบริษัทที่ดีทำ แม้ว่าเราจะมีลูก-หลาน

นักจิตวิทยาสามารถแบ่งความเดียวดาย-อ้างว้างออกได้เป็น3 ระดับ

  1. การอ้างว้าง-เหงาชั่วคราว(ระยะสั้นๆ) อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เช่น การที่เราเริ่มต้นเข้าทำงานในบริษัทใหม่ การที่เราเข้าเรียนในสถาบันศึกษาใหม่ การที่เราเพิ่งย้ายเมืองหรือจังหวัดใหม่หรือย้ายบ้านใหม่(ย้ายที่อยู่อาศัยใหม่) ที่เรารู้สึกเหงาเพราะเราเพิ่งตัดขาดจากความคุ้นเคย ทั้งในด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน เพื่อนในห้องเรียน
  2. อ้างว้างหรือเหงาแบบแทรกซึม เป็นอาการของคนที่มีศักยภาพทางด้านความสัมพันธ์หรือการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกันต่ำ ยิ้มยากและมักลืมกิจกรรมในการพูดคุยเรื่องชีวิตประจำวันไป
  3. อ้างว้าง-เหงาแบบเรื้อรัง เป็นอาการเหงาที่อ้างว้างมาเป็นเดือนเป็นปี จนความรู้สึกเย็นชาไม่รู้ร้อนรู้หนาว ศักยภาพทางด้านการติดต่อระหว่างมนุษย์ได้ถดถอยหายไป ไร้ความรู้สึกที่จะเริ่มต้นกับผู้คนและสิ่งรอบข้าง ปฎิเสธสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิต สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง อะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตถือว่า”เป็นพิษ”ทั้งหมด หรือเราเรียกอีกอาการหนึ่งว่า “ซังกะตาย” คืออยู่ไปวันวันนั่นเองค่ะ
ทัศนคติหรือมุมมองไหนที่จะทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นคนเดียวดาย-ขี้เหงาบ้าง?
นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า คนที่มีทัศนคติในทางลบ ภูมิต้านทานอ่อนแอต่อความเหงามักมีความเสี่ยงที่จะเป็นคนขี้เหงาได้มากที่สุดเพราะคนที่ขี้เหงามักชอบคิดว่า ไม่มีใครรักตนหรือตนไม่มีค่าพอให้คนมารักมาชอบหรือชื่นชม คนประเภทนี้เชื่อว่าการที่จะทำให้ความเหงาหายไปคือ ต้องมีคู่หรือหาคู่เท่านั้นเพื่อจะได้เติมเต็มความสุขได้ คนประเภทนี้ยังต้องทนทุกข์กับความรู้สึกต่อต้านความกลัวภายใน พวกเขาไม่กล้าที่จะเสี่ยงต่อความรู้สึกของการไม่ได้ถูกรัก พวกเขาต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ ต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ จนบางครั้งกริยาท่าทางออกมาในรูปแบบของคนเย่อหยิ่งจองหองและมองดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นคนที่ดีที่สุด ไม่มีใครดีเทียบเท่า
ตรงกันข้ามคนที่โดดเดียวอยู่คนเดียวได้ เป็นคนที่มั่นใจในตนเอง รู้ศักยภาพของตนเอง พอใจกับการติดต่อผู้คนมากมาย  ยอมรับความจริงในข้อบกพร่องของตนเองและกล้าที่จะปรับปรุง ปรับตัวให้เขากับปัญหาและเปลี่ยนแปลงทัศนคติ แม้จะมีคนปฎิเสธความสามารถหรือคุณค่าของตนเองก็ไม่ขาดความมั่นใจที่จะแก้ไขจุดอ่อนนั้นๆ
วิธีที่เราจะเอาชนะหรือปราบความเหงาคือ?
ความรู้สึกว้าเหว่หรือเหงาเป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกของชีวิต ว่าในช่วงเวลาที่เราเหงานั้นแหล่ะแสดงว่าชีวิตเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว มีการตอบสนองความรู้สึกจากภายในว่า โอกาสที่เราจะเรียนรู้ความต้องการมาถึงแล้ว โอกาสที่ว่านี้ก็คือ
  • เราพอใจที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวรึยัง
  • เราพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้กับตัวเราไปรู้จักผู้คนมากขึ้นรึยัง เมื่อเราเห็นโอกาสตรงจุดนี้แล้วก็ให้เรามองว่า
  1. ให้เรารักษาสภาพความรักของเราเสมือนดั่งมิตรแท้ ด้วยเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ให้เราเริ่มรักตัวเองและเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น เช่น เราหาร้านหรืออาหารอร่อยๆแล้วมีความสุขกับการทานข้าวคนเดียว ไปดูหนังดีๆคนเดียว หรือจะนั่งอยู้บ้านดูหนังที่ซื้อมาแล้วยังไม่เคยดู ให้รางวัลกับชีวิตตัวเองด้วยการเดินทางไกลไปในที่ๆแปลกใหม่
  2. ให้เราไปรู้จักเพื่อนใหม่ มีการติดต่อกับเพื่อนเก่าๆมากขึ้น หากคุณไม่เริ่มที่จะหาเรื่องหรือบทสนทนามาพูดคุยกับเพื่อนเก่าเช่น การเป็นอยู่ อาหาร หนังหรือละคร บทความหรือนิตยสารต่างๆที่เคยได้อ่านมาหรือพูดคุยในเรื่องที่ตนเองสนใจ จากนั้นเพื่อนเราก็จะพูดคุยถึงเรื่องที่เขาสนใจเช่นกันค่ะ
  3. ห้ามคาดหวังสูงเกินไปกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา เพราะนั่นจะทำให้เราหมดความอยากมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะมีทัศนคติในทางลบเนื่องจากสิ่งที่ได้รับจากผู้คนไม่เป็นไปตามที่หวัง เราไม่สามารถพูดคุยในเรื่องๆนึงให้คนเพียงคนเดียวเข้าใจในแบบเราได้นะคะ มากคนก็มากความคิดเห็น
  4. ค้นหาความหมายของชีวิตให้เจอว่าเราต้องการอะไรจริงๆในชีวิตหรือพูดสั้นๆอีกทีว่า หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอ คุณจะสร้างสรรค์หนทางไปสู่เป้าหมายกับผู้คน สิ่งของรอบข้างเอง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเลิกเหงาเลิกอ้างว้าง เพราะเราเริ่มมีอะไรทำมากกว่าที่จะรอให้คนอื่นทำ
ในวันหยุดนี้อย่าลืมนะคะว่าที่เรา “โดดเดี่ยวไม่ได้แปลว่าเราเดียวดาย” เราอยู่คนเดียวในวันหยุดหรือวันไหนไหนได้ เรายังมีเพื่อน เรายังมีใครและอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องคบหา พูดคุยและมีกิจกรรมร่วมด้วย  มีความสุขในวันหยุดสั้นๆนี้ค่ะ
ที่มาภาพ:  http://bit.ly/KwOBfP
               : Dr. Doris Wolf – Diplom Psychologin, Psychotherapeutin

ฤกษ์วันในเดือนกุมภาพันธ์ 2012

 

หลังวันวาเลนไทม์มาได้ 2วันแล้ว มีใครรู้สึกว่าเมื่อวาน15 กับวันนี้ 16 งานการ(หรือกิจกรรม)ไม่ค่อยเดินหรือติดๆขัดๆบ้างไหมคะ อาจไม่เป็นกับทุกคนแต่สำหรับคนที่อาศัยหรือทำงานอยู่ในกรุงเทพอาจจะรู้สึกหรือรับรู้ได้บ้างไม่มากก็น้อย หากคุณตกอยู่ในสภาพนี้ ไม่ต้องแปลกใจหรือกลัวไป เนื่องจากดาวทิพย์ที่โคจรช้า(จากดาวจร)นั้นเริ่มทำหน้าที่ของมัน และเราจะโดนผลกระทบของมันอีกในวันที่ 8-9 มีนาคมของเดือนหน้า หากใครที่มีความมั่นใจมากและมองโลกในความเป็นจริง จะวันไหนๆเราก็ไม่มีอุปสรรคหรือปัญหาทั้งนั้น เพียงแค่เราโฟกัสลงไปที่งานหรือกิจกรรมที่เราต้องรับผิดชอบหรือลงมือทำอยู่ให้ดีที่สุด มันก็จะผ่านไปด้วยดี

หลายคนที่ข้าพเจ้ารู้จักโดนอิทธิพลในสองวันนี้อย่างเต็มๆ อย่างน้อยก็ตัวข้าพเจ้าเอง หากงานที่คาดหวังคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดไปง่ายเพราะความไร้สติของเรา ให้เราตั้งใจพร้อมสติใหม่และโฟกัสไปกับงานนั้นๆให้มากกว่าที่เคย ปัญหาที่ว่าจะมีเข้ามาขวาง อาจผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เอาใจช่วยท่านผู้อ่านทุกท่านในวันที่เหลือของเดือนนี้นะคะ แต่หากท่านใดที่อยู่ในกรุงเทพ ไม่ได้มีผลกระทบต่อสิ่งที่กล่าวถึงมา ก็ต้องถือว่าท่านโชคดีแล้ว

ส่วนวันที่เหลือ 19 20 26 และ 27 น่าจะเป็นวันที่เราต้องมีสติหรือไม่ประมาทให้มากที่สุด(จริงๆแล้วกำลังบอกตนเองอยู่ว่าอย่าลืมกาลงไปในปฎิทิน เพื่อจะได้อยู่กับโลกเบี้ยวๆใบนี้ด้วยสติปัญญา) เพราะในวันเหล่านั้นคงมีปัจจัยหลายอย่างรอบตัวเราที่ทำให้งานหรือกิจกรรมต่างๆไม่รื่นไหล ไม่ได้ดังใจก็เป็นได้

 

ปล. หากไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์และลบหลู่บ้างตามมารยาท เพื่อประโยชน์แห่งวิชาที่เรียนมา

 

 

ปวีณา วาสนาเรืองศุกร์

Copyright©2008

โหรอินดี้

All Rights Reserved.

 

ตรวจดวงชะตาตามราศี

โหราศาสตร์จากอดีตสู่ปัจจุบัน

บ่อยครั้งที่เราจะเห็นบทความทายดวงชะตาตามนิตยสารต่างๆให้เห็นกันดาษดื่น การทำนายโดยการแบ่งเป็นส่วนตามราศีที่เกิดเช่น สิงห์ กันย์ หรือตุลย์ ไม่ว่าจะทายด้วยไพ่ยิปซี ทายด้วยโหราศาสตร์ไทย-จีน-ฝรั่ง ล้วนแต่เป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะกับคนที่กำลังอับจนกับหนทางของชีวิต หรือเผชิญกับปัญหาที่ไม่กล้าเผชิญอยู่  มีหลายคนถามข้าพเจ้าว่า หากเราดูดวงแบบนี้แล้วจะแม่นหรือเชื่อถือได้ไหม?

ในประเทศเยอรมนี เขาก็มีการลงทำนายดวงให้อ่านตามนิตยสารเหมือนกัน แต่หากเขาจะเอามายึดถือกันเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตหรือตัดสินใจก็ไม่ใช่เอาซะเลย คนส่วนมากนั้นอ่านเพราะความสนุก ความบันเทิงเท่านั้น เพราะเขาให้ความเห็นกันว่า หากในนิตยสารนั้นกล่าวว่า “ราศีสิงห์ในเดือนนี้จะมีปัญหาทางด้านการเงิน” นั่นแสดงว่า คนที่เกิดในราศีสิงห์ทุกคน(หรือทั่วโลก)จะต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างที่ว่าเช่นนั้นสิ?

ส่วนในบ้านเรานั้น หากท่านผู้อ่านจะอ่านดวงเพื่อความบันเทิงใจ เพื่อความสบายใจหรือเป็นความชื่นชอบส่วนตัว อันนี้ก็ตามอัธยาศัย เพราะไม่ว่าคุณจะเชื่อในเรื่องดวงหรือไม่ก็ตาม ดวงดาวมันก็ยังคงทำตามหน้าที่ของมันไปพร้อมๆกับเรา เพราะเราก็ยังคงถูกอิทธิพลจากดวงดาวโดยผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นพลังงานใดพลังงานหนึ่งสะท้อนผืนดินส่งตรงมาสู่เรา ในบางช่วงอายุชีวิต เราจึงอาจประสบพบเจอเรื่องที่คาดคิดไม่ถึงหรือไม่ทันได้ตั้งตัว แต่สำหรับนักโหราศาสตร์แล้ว พวกเขาเหล่านั้นย่อมรู้และเข้าใจถึงความหมายและความเป็นไปในวิถีแห่งดาวที่จะเกิดขึ้นอย่างที่มันเป็นไป

ชีวิตคนเรานั้นก็วนเวียนกับความสุข-ความทุกข์กันไปอย่างนี้ เพียงแต่หากเรารู้ก่อนใครสักนิีด ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น มันคงจะดีกว่าไม่ใช่หรือที่จะเอาแต่พึมพำว่า “รู้อย่างนี้….ฉันจะ…”

 

 

ปวีณา วาสนาเรืองศุกร์

Copyright©2008

P.V.

All Rights Reserved.

สงวน ลิขสิทธิ์ ตาม กฎหมายและกฏหมู่

จาก ME (Merkur)ดาวพุธ ถึงดาว SA (Saturn) ดาวเสาร์ ที่เราเรียกว่า ‘การเดินทาง’

เมื่อนักโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนจะพูดถึงการเดินทางหรือคิดถึงเรื่องการเดินทาง เขาจะนึกถึงสูตรหรือสมการง่ายๆของดาว 2ดวงนี้คือ ดาวพุธและดาวเสาร์  ดาวพุธหมายถึง การสื่อสาร การพูด สื่อต่างๆ การเคลื่อนไหว เยาวชน คนรุ่นเยาว์ ส่วนดาวเสาร์ หมายถึง ความทุกข์ การแยกจาก การใช้สมาธิ การจรดจ่อเป็นต้น

เมื่อดาวสองดวงนี้ทำมุมเล็ง ทับในโครงสร้างของจุดเจ้าชะตาหลายๆจุดๆในช่วงเวลานั้นๆ แสดงว่าเจ้าของดวงชะตามีเกณฑ์ที่จะได้เดินทางไกล(หรือใกล้)ค่อนข้างสูง

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็จะหมายถึงได้ว่า เจ้าชะตาผู้นั้นมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจยากในช่วงนั้นๆเช่นกัน นักโหราศาสตร์จึงเป็นผู้ต้องค้นหาโครงสร้างและรูปแบบดาวในดวงชะตาในหลายๆมุมมอง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวข้องแต่ละท่านที่จะมีมุมมองที่ดีและถูกต้องด้วยเช่นกัน

ปวีณา วาสนาเรืองศุกร์

Copyright©2008

P.V.

All Rights Reserved.

สงวน ลิขสิทธิ์ ตาม กฎหมายและกฏหมู่

อิทธิพลจากดวงอาทิตย์

ปีใหม่ไทยก็ผ่านไปแล้ว หลายคนอาจอธิษฐานขอให้ได้มีชีวิตใหม่ ขอให้เจอแต่สิ่งใหม่ๆที่ดี หรือขอให้สิ่งเลวร้ายในชีวิตหายไป เราต่างก็ฝากความหวัง ฝากอนาคตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฝากไว้กับสิ่ง(ของ)หรือใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเรา

คุณเคยลองสังเกตไหมว่า ทำไมสิ่งดีๆที่เราได้ทำอยู่ทุกวันนั้นถึงไม่ตอบแทนให้เรากลับคืนมาอย่างที่เราคาดหวัง ทำไมเราขยันแทบตายแต่หน้าที่การงานไม่ดีขึ้นเลย ไม่ก้าวขึ้นมาบ้างเลย …ทำไมคนนั้นเอาแต่ประจบสอพลอแล้วหน้าที่การงานไปได้ดี แต่กลับไม่ใช่เราที่ควรจะได้เลื่อนตำแหน่ง …ทำไมเรารักคนนี้แทบตาย แต่เขากลับทิ้งจากเราไป ทำไมเราทำดีกับเขาแทบตายแต่เขากลับไม่เห็นความดีของเรา และยังมีอีกหลาย”ทำไม”ที่เราต่างก็หาเหตุผลมาอธิบายกับตัวเราไม่เจอ

สิ่งที่มีอิทธิพลเหล่านี้มันมีที่มาและที่ไปที่เราสามารถอธิบายเป็นเหตุและผลได้ อย่างแรกเลยในทางโหราศาสตร์เยอรมันเขาถือว่า สิ่งแวดล้อม(ดาวเคราะห์ต่างๆที่อยู่ในจักรวาลนั้นล้วนมีอิทธิพลส่งถึงกันและกัน โดยมันจะส่งคลื่นที่มีความถี่ทั้งที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตรับได้และรับไม่ได้) ยกตัวอย่างง่ายๆคือ ดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดแก่สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้  มันมีอิทธิพลในเรื่องง่ายๆในเรื่องของแสงเพราะดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานแสงที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล เป็นแหล่งกำเนิดแสงตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้มนุษย์เรามองเห็นสีสันบนโลกใบนี้  

แสงถือได้ว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 380-780 นาโนเมตร แต่อาจประมาณได้ว่า 400-700 นาโนเมตร สีของแสงจากดวงอาทิตย์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เช่นแสงของดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวันจะมีความเข้มแสง มากและเป็นสีขาว ในขณะที่แสงของดวงอาทิตย์ในเวลาเย็นจะมีความเข้มแสงน้อยและเป็น สีเหลืองหรือส้ม และในสภาพอากาศที่มีความแตกต่างกันแสงจากดวงอาทิตย์ก็มีความแตกต่างกัน โดยจะเห็นได้จากแสงสว่างในที่ร่มเวลาที่ท้องฟ้ามีเมฆกับแสงแดดที่ส่องตรงจากดวงอาทิตย์จะมีสี และความเข้มแสงที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างง่ายในทางยุโรปเขาจะปลูกต้นเชอรี่เอาไว้ เราจะไม่มีทางทราบเลยว่าลูกเชอรี่นั้นสุกหรือยังไม่สุก หากไม่มีแสงอาทิตย์(ตะวัน)ส่องมาให้เห็น เพราะลูกเชอรี่สีแดงในตอนเช้า เราจะมองเห็นเป็นสีสว่าง แต่ช่วงตอนกลางวันเราจะมองเห็นลูกเชอรี่ออกเป็นสีเข้ม เป็นต้น

สีเป็นการรับรู้ทางด้านการมองเห็นอย่างหนึ่งของมนุษย์ สีจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ประการคือ แสงและผู้สังเกต เมื่อแสงเดินทางไปสู่ตาและเรตินามีหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนแสงเป็นกระแสประสาท โดยมีเซลรับแสงรูปแท่งและเซลรับแสงรูปกรวย เซลรับแสงรูปแท่งจะทำงานเมื่อแสงน้อย เซลรับแสงรูปกรวยจะทำงานเมื่อมีแสงมาก เป็นเซลที่ทำให้เกิดการรับรู้สี  

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเราอธิบายกันในทางวิทยาศาสตร์ในแง่ของการได้รับอิทธิพลจากดาวดวงแรกคือ ดวงอาทิตย์ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกโดยเฉพาะกับมนุษย์อย่างเราๆ ข้าพเจ้ายังไม่ได้กล่าวถึงดาวที่เหลืออีกหลายดวงที่ต่างก็มีอิทธิพลส่งถึงมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทางด้านการตลาดในยุคปัจจุบันหรือในวงการสื่อมีเดียต่างๆ ต่างก็ทราบกันดีว่า”สี”นั้นมีอำนาจและมีความหมายต่อผู้บริโภคมากน้อยอย่างไร เพราะสีนั้นเป็นเรื่องของภาษาและการสื่อสารในวงการมีเดีย(โดยเฉพาะทางด้านการโฆษณาและแฟชั่น) นักดีไซด์เนอร์จะใช้สีในการทำการตลาด เพราะสีบ่งบอกอารมณ์ของการใช้ชีวิต(อารมณ์ชีวิต) สีนั้นเป็นสัญลักษณ์สำหรับดีไซดืเนอร์  ก็เหมือนกับนักโหราศาสตร์อย่างข้าพเจ้าที่ถือว่าดวงดาวก็เป็นสัญลักษณ์ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์บนโลกฉันใด สีก็เป็นสัญลักษณ์ให้แก่นักดีไซด์เนอร์และผู้บริโภคอย่างเราๆฉันนั้น

ดังนั้นหากในขณะนี้ชีวิตของพวกคุณเริ่มไม่เข้าที่เข้าทางนั่นหมายความว่า มันมีสิ่งที่มีอิทธิพลบางอย่างที่ส่งคลื่นมารบกวนอยู่รอบตัวคุณที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายหรือสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ในช่วงหนึ่งๆ อาจเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเพราะมีปัจจัยคนรอบข้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากคุณมีสติและปัญญา มีเวลาอีกมากบนโลกใบนี้ มีความมั่นใจเกินร้อย อุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตช่วงนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าห่วงสำหรับคุณ แต่เมื่อไรที่คุณขาดความมั่นใจหรือเวลาที่คาดหวังเอาไว้นั้นเริ่มจำกัดจำเขี่ย บางทีดวงดาวก็สามารถหาทางเลือกให้คุณได้เข้าใจและปรับตัวได้มากกว่าที่คุณคิด ข้าพเจ้าขอเป็นกำลังใจให้กับผู้อ่านทุกคนนะคะ

สวัสดีปีใหม่ไทย

ปวีณา วาสนาเรืองศุกร์

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 3,157 other followers