ปีใหม่ไทยก็ผ่านไปแล้ว หลายคนอาจอธิษฐานขอให้ได้มีชีวิตใหม่ ขอให้เจอแต่สิ่งใหม่ๆที่ดี หรือขอให้สิ่งเลวร้ายในชีวิตหายไป เราต่างก็ฝากความหวัง ฝากอนาคตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฝากไว้กับสิ่ง(ของ)หรือใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเรา

คุณเคยลองสังเกตไหมว่า ทำไมสิ่งดีๆที่เราได้ทำอยู่ทุกวันนั้นถึงไม่ตอบแทนให้เรากลับคืนมาอย่างที่เราคาดหวัง ทำไมเราขยันแทบตายแต่หน้าที่การงานไม่ดีขึ้นเลย ไม่ก้าวขึ้นมาบ้างเลย …ทำไมคนนั้นเอาแต่ประจบสอพลอแล้วหน้าที่การงานไปได้ดี แต่กลับไม่ใช่เราที่ควรจะได้เลื่อนตำแหน่ง …ทำไมเรารักคนนี้แทบตาย แต่เขากลับทิ้งจากเราไป ทำไมเราทำดีกับเขาแทบตายแต่เขากลับไม่เห็นความดีของเรา และยังมีอีกหลาย”ทำไม”ที่เราต่างก็หาเหตุผลมาอธิบายกับตัวเราไม่เจอ

สิ่งที่มีอิทธิพลเหล่านี้มันมีที่มาและที่ไปที่เราสามารถอธิบายเป็นเหตุและผลได้ อย่างแรกเลยในทางโหราศาสตร์เยอรมันเขาถือว่า สิ่งแวดล้อม(ดาวเคราะห์ต่างๆที่อยู่ในจักรวาลนั้นล้วนมีอิทธิพลส่งถึงกันและกัน โดยมันจะส่งคลื่นที่มีความถี่ทั้งที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตรับได้และรับไม่ได้) ยกตัวอย่างง่ายๆคือ ดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดแก่สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้  มันมีอิทธิพลในเรื่องง่ายๆในเรื่องของแสงเพราะดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานแสงที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล เป็นแหล่งกำเนิดแสงตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้มนุษย์เรามองเห็นสีสันบนโลกใบนี้  

แสงถือได้ว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 380-780 นาโนเมตร แต่อาจประมาณได้ว่า 400-700 นาโนเมตร สีของแสงจากดวงอาทิตย์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เช่นแสงของดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวันจะมีความเข้มแสง มากและเป็นสีขาว ในขณะที่แสงของดวงอาทิตย์ในเวลาเย็นจะมีความเข้มแสงน้อยและเป็น สีเหลืองหรือส้ม และในสภาพอากาศที่มีความแตกต่างกันแสงจากดวงอาทิตย์ก็มีความแตกต่างกัน โดยจะเห็นได้จากแสงสว่างในที่ร่มเวลาที่ท้องฟ้ามีเมฆกับแสงแดดที่ส่องตรงจากดวงอาทิตย์จะมีสี และความเข้มแสงที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างง่ายในทางยุโรปเขาจะปลูกต้นเชอรี่เอาไว้ เราจะไม่มีทางทราบเลยว่าลูกเชอรี่นั้นสุกหรือยังไม่สุก หากไม่มีแสงอาทิตย์(ตะวัน)ส่องมาให้เห็น เพราะลูกเชอรี่สีแดงในตอนเช้า เราจะมองเห็นเป็นสีสว่าง แต่ช่วงตอนกลางวันเราจะมองเห็นลูกเชอรี่ออกเป็นสีเข้ม เป็นต้น

สีเป็นการรับรู้ทางด้านการมองเห็นอย่างหนึ่งของมนุษย์ สีจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ประการคือ แสงและผู้สังเกต เมื่อแสงเดินทางไปสู่ตาและเรตินามีหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนแสงเป็นกระแสประสาท โดยมีเซลรับแสงรูปแท่งและเซลรับแสงรูปกรวย เซลรับแสงรูปแท่งจะทำงานเมื่อแสงน้อย เซลรับแสงรูปกรวยจะทำงานเมื่อมีแสงมาก เป็นเซลที่ทำให้เกิดการรับรู้สี  

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเราอธิบายกันในทางวิทยาศาสตร์ในแง่ของการได้รับอิทธิพลจากดาวดวงแรกคือ ดวงอาทิตย์ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกโดยเฉพาะกับมนุษย์อย่างเราๆ ข้าพเจ้ายังไม่ได้กล่าวถึงดาวที่เหลืออีกหลายดวงที่ต่างก็มีอิทธิพลส่งถึงมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทางด้านการตลาดในยุคปัจจุบันหรือในวงการสื่อมีเดียต่างๆ ต่างก็ทราบกันดีว่า”สี”นั้นมีอำนาจและมีความหมายต่อผู้บริโภคมากน้อยอย่างไร เพราะสีนั้นเป็นเรื่องของภาษาและการสื่อสารในวงการมีเดีย(โดยเฉพาะทางด้านการโฆษณาและแฟชั่น) นักดีไซด์เนอร์จะใช้สีในการทำการตลาด เพราะสีบ่งบอกอารมณ์ของการใช้ชีวิต(อารมณ์ชีวิต) สีนั้นเป็นสัญลักษณ์สำหรับดีไซดืเนอร์  ก็เหมือนกับนักโหราศาสตร์อย่างข้าพเจ้าที่ถือว่าดวงดาวก็เป็นสัญลักษณ์ที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์บนโลกฉันใด สีก็เป็นสัญลักษณ์ให้แก่นักดีไซด์เนอร์และผู้บริโภคอย่างเราๆฉันนั้น

ดังนั้นหากในขณะนี้ชีวิตของพวกคุณเริ่มไม่เข้าที่เข้าทางนั่นหมายความว่า มันมีสิ่งที่มีอิทธิพลบางอย่างที่ส่งคลื่นมารบกวนอยู่รอบตัวคุณที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายหรือสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ในช่วงหนึ่งๆ อาจเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเพราะมีปัจจัยคนรอบข้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากคุณมีสติและปัญญา มีเวลาอีกมากบนโลกใบนี้ มีความมั่นใจเกินร้อย อุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตช่วงนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าห่วงสำหรับคุณ แต่เมื่อไรที่คุณขาดความมั่นใจหรือเวลาที่คาดหวังเอาไว้นั้นเริ่มจำกัดจำเขี่ย บางทีดวงดาวก็สามารถหาทางเลือกให้คุณได้เข้าใจและปรับตัวได้มากกว่าที่คุณคิด ข้าพเจ้าขอเป็นกำลังใจให้กับผู้อ่านทุกคนนะคะ

สวัสดีปีใหม่ไทย

ปวีณา วาสนาเรืองศุกร์