Wir kommen allein auf die Welt,
wir leben allein, wir sterben allein.
Nur Liebe und Freundschaft
können uns für einen Augenblick
die Illusion verschaffen,
nicht allein zu sein.


Orson Welles

ยามเราเกิดก็เกิดมาเพียงคนเดียว เราอยู่คนเดียวและเราก็ตายคนเดียว มีเพียงความรักและมิตรภาพของเราเท่านั้นที่ลวงตาขณะนั้นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้

ออร์สันเวลส์

มนุษย์เราต้องแบกรับทุกสิ่งในชีวิต แม้กระทั่ง”ความเดียวดาย” ทางจิตวิทยากล่าวว่า ความเดียวดาย(เหงา)เป็นความรู้สึกที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์เรา มีมนุษย์มากมายที่รู้สึกเดียวดาย-เหว่ว้า รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเหมือนว่าชีวิตนั้นถูกตัดขาดออกจากความรัก ความเดียวดายจึงเป็นอาการป่วยไม่ต่างจากการป่วยทางร่างกาย

ทำไมผู้คนสมัยนี้จึงขี้เหงา ว้าเหว่ทั้งๆที่เราอยู่ในยุคที่มีการสื่อสารดีที่สุด ไวที่สุด เรามีช่องทางการติดต่อสื่อสารมากมายทั้งอีเมล โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เนท สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าถึงกันและกันได้ไวและสะดวกขึ้น แต่ทำไมเรากลับเห็นคนรอบข้างเราขี้เหงาเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น?

อะไรทำให้เรารู้สึกเดียวดาย?

มีคนมากมายที่เข้าใจสลับกันระหว่างคำว่า”โดดเดี่ยวกับเดียวดาย” เมื่อเราอยู้โดดเดี่ยว(โสด)นั่นแปลว่าเราเดียวดายกลายเป็นคนขี้เหงาแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ มีหลายคนที่อยู่ท่ามกลางคนมากมาย นั่งอยู่กับคนรักแต่ยังรู้สึกเดียวดายได้ หรือบางคนกลับมีความสุขเมื่ออยู่โดดเดี่ยวไร้คนกวนใจ ใฝ่หาแต่ความสงบเงียบ

ไม่ว่าเราจะรู้สึกเดียวดายหรือไม่เดียวดาย ความรู้สึกเหล่านี้ล้วนขึ้นอยู่กับทัศนคติของเราที่มีต่อสิ่งรอบข้าง “การโดดเดี่ยวไม่จำเป็นต้องเดียวดายเสมอไป” คนที่เป็นโสดไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนขี้เหงาหรือเดียวดาย หลายคนที่แต่งงานหรือมีคนรักกลับรู้สึกเดียวดาย-อ้างว้างยิ่งกว่าตอนโสดโดดเดี่ยวก็มี คนส่วนมากชอบไปให้ความหมายว่า คนที่ขี้เหงามักเป็นคนไม่มีแฟนหรือคนที่อ้างว้างมักถูกทอดทิ้ง ซึ่งไม่จริงเสมอไปนะคะ

ความรู้สึกเดียวดาย-อ้างว้าง-เหงาเกิดได้แม้ว่า…เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว แม้ว่าเราจะแต่งงานมีครอบครัว แม้ว่าเราจะมีคนมาชอบมากมาย แม้ว่าเราจะมีงานในบริษัทที่ดีทำ แม้ว่าเราจะมีลูก-หลาน

นักจิตวิทยาสามารถแบ่งความเดียวดาย-อ้างว้างออกได้เป็น3 ระดับ

  1. การอ้างว้าง-เหงาชั่วคราว(ระยะสั้นๆ) อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เช่น การที่เราเริ่มต้นเข้าทำงานในบริษัทใหม่ การที่เราเข้าเรียนในสถาบันศึกษาใหม่ การที่เราเพิ่งย้ายเมืองหรือจังหวัดใหม่หรือย้ายบ้านใหม่(ย้ายที่อยู่อาศัยใหม่) ที่เรารู้สึกเหงาเพราะเราเพิ่งตัดขาดจากความคุ้นเคย ทั้งในด้านความสัมพันธ์ของเพื่อนฝูง เพื่อนบ้าน เพื่อนในห้องเรียน
  2. อ้างว้างหรือเหงาแบบแทรกซึม เป็นอาการของคนที่มีศักยภาพทางด้านความสัมพันธ์หรือการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกันต่ำ ยิ้มยากและมักลืมกิจกรรมในการพูดคุยเรื่องชีวิตประจำวันไป
  3. อ้างว้าง-เหงาแบบเรื้อรัง เป็นอาการเหงาที่อ้างว้างมาเป็นเดือนเป็นปี จนความรู้สึกเย็นชาไม่รู้ร้อนรู้หนาว ศักยภาพทางด้านการติดต่อระหว่างมนุษย์ได้ถดถอยหายไป ไร้ความรู้สึกที่จะเริ่มต้นกับผู้คนและสิ่งรอบข้าง ปฎิเสธสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิต สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง อะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตถือว่า”เป็นพิษ”ทั้งหมด หรือเราเรียกอีกอาการหนึ่งว่า “ซังกะตาย” คืออยู่ไปวันวันนั่นเองค่ะ
ทัศนคติหรือมุมมองไหนที่จะทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นคนเดียวดาย-ขี้เหงาบ้าง?
นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่า คนที่มีทัศนคติในทางลบ ภูมิต้านทานอ่อนแอต่อความเหงามักมีความเสี่ยงที่จะเป็นคนขี้เหงาได้มากที่สุดเพราะคนที่ขี้เหงามักชอบคิดว่า ไม่มีใครรักตนหรือตนไม่มีค่าพอให้คนมารักมาชอบหรือชื่นชม คนประเภทนี้เชื่อว่าการที่จะทำให้ความเหงาหายไปคือ ต้องมีคู่หรือหาคู่เท่านั้นเพื่อจะได้เติมเต็มความสุขได้ คนประเภทนี้ยังต้องทนทุกข์กับความรู้สึกต่อต้านความกลัวภายใน พวกเขาไม่กล้าที่จะเสี่ยงต่อความรู้สึกของการไม่ได้ถูกรัก พวกเขาต้องการกำลังใจมากเป็นพิเศษ ต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ จนบางครั้งกริยาท่าทางออกมาในรูปแบบของคนเย่อหยิ่งจองหองและมองดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นคนที่ดีที่สุด ไม่มีใครดีเทียบเท่า
ตรงกันข้ามคนที่โดดเดียวอยู่คนเดียวได้ เป็นคนที่มั่นใจในตนเอง รู้ศักยภาพของตนเอง พอใจกับการติดต่อผู้คนมากมาย  ยอมรับความจริงในข้อบกพร่องของตนเองและกล้าที่จะปรับปรุง ปรับตัวให้เขากับปัญหาและเปลี่ยนแปลงทัศนคติ แม้จะมีคนปฎิเสธความสามารถหรือคุณค่าของตนเองก็ไม่ขาดความมั่นใจที่จะแก้ไขจุดอ่อนนั้นๆ
วิธีที่เราจะเอาชนะหรือปราบความเหงาคือ?
ความรู้สึกว้าเหว่หรือเหงาเป็นเหมือนเสียงนาฬิกาปลุกของชีวิต ว่าในช่วงเวลาที่เราเหงานั้นแหล่ะแสดงว่าชีวิตเราต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว มีการตอบสนองความรู้สึกจากภายในว่า โอกาสที่เราจะเรียนรู้ความต้องการมาถึงแล้ว โอกาสที่ว่านี้ก็คือ
  • เราพอใจที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวรึยัง
  • เราพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้กับตัวเราไปรู้จักผู้คนมากขึ้นรึยัง เมื่อเราเห็นโอกาสตรงจุดนี้แล้วก็ให้เรามองว่า
  1. ให้เรารักษาสภาพความรักของเราเสมือนดั่งมิตรแท้ ด้วยเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ให้เราเริ่มรักตัวเองและเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น เช่น เราหาร้านหรืออาหารอร่อยๆแล้วมีความสุขกับการทานข้าวคนเดียว ไปดูหนังดีๆคนเดียว หรือจะนั่งอยู้บ้านดูหนังที่ซื้อมาแล้วยังไม่เคยดู ให้รางวัลกับชีวิตตัวเองด้วยการเดินทางไกลไปในที่ๆแปลกใหม่
  2. ให้เราไปรู้จักเพื่อนใหม่ มีการติดต่อกับเพื่อนเก่าๆมากขึ้น หากคุณไม่เริ่มที่จะหาเรื่องหรือบทสนทนามาพูดคุยกับเพื่อนเก่าเช่น การเป็นอยู่ อาหาร หนังหรือละคร บทความหรือนิตยสารต่างๆที่เคยได้อ่านมาหรือพูดคุยในเรื่องที่ตนเองสนใจ จากนั้นเพื่อนเราก็จะพูดคุยถึงเรื่องที่เขาสนใจเช่นกันค่ะ
  3. ห้ามคาดหวังสูงเกินไปกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา เพราะนั่นจะทำให้เราหมดความอยากมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะมีทัศนคติในทางลบเนื่องจากสิ่งที่ได้รับจากผู้คนไม่เป็นไปตามที่หวัง เราไม่สามารถพูดคุยในเรื่องๆนึงให้คนเพียงคนเดียวเข้าใจในแบบเราได้นะคะ มากคนก็มากความคิดเห็น
  4. ค้นหาความหมายของชีวิตให้เจอว่าเราต้องการอะไรจริงๆในชีวิตหรือพูดสั้นๆอีกทีว่า หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอ คุณจะสร้างสรรค์หนทางไปสู่เป้าหมายกับผู้คน สิ่งของรอบข้างเอง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเลิกเหงาเลิกอ้างว้าง เพราะเราเริ่มมีอะไรทำมากกว่าที่จะรอให้คนอื่นทำ
ในวันหยุดนี้อย่าลืมนะคะว่าที่เรา “โดดเดี่ยวไม่ได้แปลว่าเราเดียวดาย” เราอยู่คนเดียวในวันหยุดหรือวันไหนไหนได้ เรายังมีเพื่อน เรายังมีใครและอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้องคบหา พูดคุยและมีกิจกรรมร่วมด้วย  มีความสุขในวันหยุดสั้นๆนี้ค่ะ
ที่มาภาพ:  http://bit.ly/KwOBfP
               : Dr. Doris Wolf – Diplom Psychologin, Psychotherapeutin
โหรอินดี้
Zertifikat Astrologie der Hamburger Schule®, Diploma Hamburg School Astrology®
Copyright ©  2008
 
All rights reserved.
 
 
 

Mobile: 080-604-6883